
ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ฟอร์มดีกว่าการท่องเที่ยว
....เจียรนัย อุตะมะ
แม้ว่าธุรกิจของบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ผู้จัดจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์แบรนด์ชั้นนำและส่วนแบ่งเงินลงทุนจากบริษัทลูก ทั้งโรงแรมและอาหารที่มีการกระจายความเสี่ยงเป็นอย่างดีทั้งในและนอกประเทศ แต่ผลจากการชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงและเหตุการณ์จลาจลช่วงเดือน เม.ย.พ.ค.ที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อบริษัทนี้เช่นเดียวกับกลุ่มโรงแรม แม้ว่าจะเป็นผลกระทบที่น้อยกว่า
ปี 2553 มีการคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทยจะทรงตัวเท่ากับปี 2552 ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามา 14 ล้านคน แต่ผลประกอบการของบริษัทแห่งนี้จะเติบโตมากกว่าการท่องเที่ยว อันเนื่องจากธุรกิจที่กระจายรายได้และกำไรมาจากทั้งโรงแรม อาหาร และธุรกิจรับจ้างบริหารโรงแรม
ปีนี้ผลประกอบการของ MINT คาดว่าจะผันผวนตามการท่องเที่ยว โดยไตรมาสแรก ปี 2553 ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศฟื้นตัวแรง ได้ทำให้บริษัทมีกำไรสุทธิถึง 600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนสูงกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น 32%
แต่ไตรมาส 2 เชื่อว่าสถานการณ์จะกลับตาลปัตรมาทรุดตัวลงอีกครั้งหนึ่ง เพราะเหตุจลาจลที่ฉุดธุรกิจอย่างหนักในช่วงสองเดือนแรก คือ เม.ย.พ.ค. ของปีนี้
ที่เห็นผลกระทบต่อการดำเนินงานอย่างชัดเจนผ่านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ ร้านขนาดใหญ่ของแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำ Gap ที่เพิ่งเปิดเป็นแห่งแรกที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2553 สร้างยอดขายถล่มทลายได้ไม่ถึงเดือน ต้องมีอันปิดตัวลงไปเพราะการชุมนุม
“
ประภารัตน์ ตังควัฒนา” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการเงิน MINT นำเสนอข้อมูลว่า สถานการณ์ความไม่สงบที่พื้นที่ราชประสงค์ช่วงเดือน เม.ย.พ.ค. ทำให้ MINT ต้องปิดโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ปิดสาขาร้านอาหารจากเพลิงไหม้ 4 สาขา และร้านค้าปลีกในกลุ่มบริษัท ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น (MINOR) รวม 9 เคาน์เตอร์ ผลกระทบนอกเหนือจากโรงแรม 5 แสนบาทต่อวัน แต่ถ้ารวมความเสียหายทั้งหมดเท่ากับ 2.9 ล้านบาทต่อวัน ที่จะส่งผลให้ผลประกอบการของธุรกิจโรงแรมในไตรมาส 2 และ 3 ตกลงและฟื้นตัวในไตรมาส 4ส่วนภาพรวมทั้งปีรายได้จากธุรกิจโรงแรมน่าจะทรงตัว ขณะที่ธุรกิจร้านอาหารและรับจ้างบริหารโรงแรม รวมถึงการลดต้นทุนจากการออกหุ้นกู้ในเดือน พ.ค. จะทำให้รายได้เติบโตต่อไปได้จากปี 2552 ที่ 510% จากประมาณการเดิม 1215% โดยปี 2552 บริษัทมีรายได้ประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ยังคงประมาณการว่ากำไรสุทธิจะเติบโตมากกว่ารายได้ แม้ว่าจะไม่ถึง 2025% เทียบปี 2552 ตามที่เคยประมาณการไว้ก็ตาม
ช่วง 2 เดือนในไตรมาส 2 นับว่าส่งผลต่อ MINT น้อยมาก เท่ากับสูญเสียรายได้เพียง 1% ของรายได้ต่อวัน หรือ 5 แสนบาทต่อวัน เทียบรายได้ไตรมาสแรกที่วันละ 60 ล้านบาท เพราะจุดขายอาหารและสินค้าแฟชั่นที่เสียหายคิดเป็นส่วนน้อยมากถ้าเทียบรายได้ร้านอาหารของ MINT ช่วงไตรมาสแรก ปี 2553 ที่มี 1,117 แห่ง และจุดขายสินค้า 279 แห่ง และ 0.5% ของทรัพย์สินมีตัวตนสุทธิช่วงไตรมาสแรกเท่านั้น
ความเสียหายเล็กน้อยนี้ สะท้อนการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายที่ทำให้มีการกระจายความเสี่ยงครอบคลุมทั่วประเทศไทยและอีก 14 ประเทศ
แม้คาดว่าธุรกิจบางส่วนบริเวณสี่แยกราชประสงค์ต้องปิดให้บริการชั่วคราวช่วงการชุมนุม แต่การที่บริษัทเข้าถือหุ้น MINOR ถึง 99.92% ในไตรมาส 2 ทำให้มีรายได้จากการจัดทำงบการเงินรวมกับ MINOR ในครึ่งปีหลัง และมีรายได้เพิ่มเข้ามาในไตรมาสนี้ 695 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนที่รับรู้รายได้จากธุรกิจนี้บางส่วนเพียง 116 ล้านบาท และธุรกิจที่หยุดดำเนินงานช่วงไตรมาส 2 กลับมาดำเนินงานปกติแล้ว
ส่งผลให้นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส เชื่อว่าผลประกอบการไตรมาส 2 เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนจะยังเติบโตได้ นอกจากนี้ บริษัทยังทำประกันภัยคุ้มครองความเสี่ยงไว้ทุกประเภทครอบคลุมเหตุจลาจล มูลค่ารวม 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินความเสียหาย
5 เดือนแรกปีนี้อัตราการเข้าพักในโรงแรมเครือ MINT เฉลี่ยที่ 54% สูงกว่า 5 เดือนแรกปีก่อนที่อยู่ที่ 52% ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักเพิ่มขึ้น 5% เทียบช่วง 2 เดือนที่มีจลาจลที่ 45%
ช่วงนั้นโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ มีอัตราการเข้าพักเพียง 6% และรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักช่วง 2 เดือนดังกล่าวลดลง 15%
MINT ตั้งเป้าหมายอัตราการเข้าพัก 5560% ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่ 65% แต่มีการเปิดโรงแรมใหม่ในต่างประเทศอีก 3 แห่งในปีนี้ รวม 342 ห้อง ที่จะพยุงรายได้ของธุรกิจโรงแรมในปีนี้
ด้านธุรกิจอาหารรายได้จากร้านอาหารสาขาเดิม 5 เดือนแรกปีนี้เติบโต 3.4% สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ติดลบ 0.8% ขณะที่รายได้เฉลี่ยรวมเติบโต 7.1% ลดลงจาก 9.6% ช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบริษัทมีแผนขยายธุรกิจอาหารในปีนี้ที่จะเพิ่มอีก 88 สาขา (35 สาขาเป็นเจ้าของ 53 สาขาเป็นแฟรนไชส์) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ขยาย 69 สาขา ส่งผลให้ปัจจุบันมีร้านอาหารรวม 1,112 สาขา เจ้าของเองต่อแฟรนไชส์ 61 : 39 และปีนี้จะเปิดสาขาต่างประเทศเพิ่มที่เวียดนาม ลาว ฟิลิปปินส์ และอินเดีย
หลังจากการปิดร้าน Gap ในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ไป ล่าสุดย้ายร้านไปเปิดที่ห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรียม ขณะที่อีก 3 สาขาจะเปิดตามแผนที่ห้างสรรพสินค้าพารากอนและเซ็นทรัล ลาดพร้าว รวมทั้งในอนาคตที่พาราไดส์ พาร์ค
สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีแผนจะเปิดโรงแรมใหม่ 2 แห่ง คือ เซ็นต์ รีจิส โอเท็ล กรุงเทพฯ และอนันตรา รีสอร์ท ที่มัลดีฟส์ โดยโรงแรมแรกมียอดขายแล้ว 10% จาก 15% ที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะขายได้ในปีนี้ โดยปัจจุบันการก่อสร้างแล้วเสร็จ 75% และคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ไตรมาส 4 ปีนี้
“
เชื่อว่าโอกาสขายได้ตามเป้าหมายมีมากเนื่องมาจากราคาต่อตารางเมตรของเซ็นต์ รีจิส ต่ำกว่าคู่แข่งเพียง 5,500 เหรียญสหรัฐต่อตารางเมตร แม้ว่าเป็นอัตราซื้อเพื่อเช่า แต่คู่แข่งตารางเมตรละประมาณ 6,7007,600 แต่เป็นการซื้อขาด”จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทย 4 เดือนแรกปีนี้เติบโต 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือ 5.8 ล้านคน ถ้าอุตสาหกรรมนี้ฟื้นตัวไตรมาส 4 ตามที่คาดกัน นักท่องเที่ยวคงเสมอตัว 14 ล้านคนเท่าปีก่อน
“
ประภารัตน์” ประเมินว่าจากสถิติวิกฤตการณ์ตั้งแต่ปี 2544 ที่ MINT เผชิญมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ระเบิดตึกเวิลด์เทรดเดือน ก.ย. ซาร์ส เม.ย. 2546 สึนามิ ธ.ค. 2547 ซับไพรม์ มี.ค. 2550 และวิกฤตที่หนักหนาที่สุด ปี 25512552 คือวิกฤตเลห์แมน บราเธอร์ส ล้ม ก.ย. 2551 ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ พ.ย. 2551 จลาจล เม.ย. 2552 และวิกฤตการเงินโลก 2552 ที่กินเวลานานถึง 68 เดือน ทำให้เชื่อว่าการทรุดตัวของธุรกิจ 2 เดือนแรก ไตรมาส 2 นี้ จะใช้เวลาฟื้นตัวประมาณ 68 เดือน ที่เคยทำสถิติเกาะกินผลประกอบการของ MINT มากที่สุด จึงเชื่อว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาในไตรมาส 4 ปีนี้อย่างแน่นอน“
ช่วงไตรมาส 23 ที่เกิดวิกฤตการเมืองในประเทศที่ส่งผลต่อธุรกิจของบริษัทนั้นเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวพอดี และแม้ว่าร้านอาหารอย่างเดอะพิซซ่าย่านราชประสงค์ปิด แต่ร้านที่อยู่นอกที่เกิดเหตุรายได้กลับพุ่งแทน โดยเฉพาะยอดขายพิซซาส่งถึงบ้าน”ผลดีของการกระจายสาขาทั่วประเทศนี้ ช่วยกระจายความเสี่ยงธุรกิจอาหารให้บริษัทอย่างดี ทำให้เธอเชื่อว่าไตรมาส 2 จนถึงสิ้นปี กำไรสุทธิของธุรกิจอาหารยังเติบโตต่อเนื่อง 1520% จากปีก่อน แม้ช่วงที่เหลือธุรกิจโรงแรมจะเติบโต 25% ขณะที่ธุรกิจรับบริหารโรงแรมเติบโตมากกว่า 100% ร้านค้าปลีกในศูนย์การค้าเติบโต 510% และร้านค้าปลีกเติบโตมากกว่า 20%
ฟังแล้วก็ใจชื้นขึ้นมาบ้าง...







