
ค่าเล่าเรียนแพงไปไหม?
ทุกครั้งที่ตัดสินใจลงทุนผิดพลาดจนขาดทุนบางคนเปรียบเทียบว่าเรากำลังถูกเรียกเก็บค่าเล่าเรียนกี่ครั้งถึงจะสอบผ่าน? ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าเรียนมาแล้วจดจำได้แค่ไหน ยังต้องเรียนซ้ำอีกหรือเปล่า!
ทุกครั้งที่ตัดสินใจลงทุนผิดพลาดจนขาดทุนบางคนเปรียบเทียบว่าเรากำลังถูกเรียกเก็บค่าเล่าเรียนกี่ครั้งถึงจะสอบผ่าน? ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าเรียนมาแล้วจดจำได้แค่ไหน ยังต้องเรียนซ้ำอีกหรือเปล่า!
ที่ขึ้นต้นอย่างนี้เพราะหลายๆ ครั้งของการตัดสินใจที่ผิดพลาดไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอก แต่เป็นเหตุจากพฤติกรรมของเราเอง มาดูตัวอย่างจริงที่เกิดขึ้นแล้วกันค่ะ
พฤติกรรมความไวสูง เห็นแล้วต้องโดดใส่
แบบที่ 1 เห็นราคาหุ้นหรือกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ขึ้นสูง ceiling ติดต่อกันหลายวัน จากนั้นต่อด้วยราคาลดลงอย่างแรง คิดว่าต้องมีอะไรดีเลย ceiling และตอนนี้ราคาย่อตัวมาให้เรารับแล้ว ซื้อจังหวะนี้ดีที่สุด
แบบที่ 2 เห็นอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน หรือ dividend yield สูงมาก คิดว่าในอนาคตบริษัทหรือกองทุนนี้จะต้องจ่ายเงินปันผลสูงอีก ซื้อแล้วถือรอเลยดีกว่า
แบบที่ 3 เห็นหุ้นที่คุ้นๆ ราคาลดลงฮวบฮาบ คิดว่า ของถูกมาแล้ว ต้องรีบเข้าเดี๋ยวจะเสียโอกาส
แบบที่ 4 เห็นหุ้นชื่อใหม่และราคาลดลงมาก คิดว่า ของใหม่ราคาถูก ถือไม่นานกำไรเห็นๆ
หลุมพรางของการโดดใส่
แบบที่ 1 และแบบที่ 2 กองทุนกำลังจะเลิก เป็นกรณีที่ผู้ลงทุนรีบลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์หลังจากเห็นว่าราคาของกองทุนนี้ขึ้นติดต่อกันหลายวัน และจากนั้นก็ตกลงอย่างแรง ในขณะที่เห็น dividend yield ของกองทุนนี้สูงมาก โดยไม่ได้ศึกษาว่าเหตุที่ dividend yield เพิ่มสูงขึ้นนั้นเกิดจากกองทุนนี้กำลังขายทรัพย์สินที่กองถือออกไปเพื่อชำระบัญชี เลิกกอง และนำเงินมาจ่ายคืนแก่ผู้ถือหน่วยลงทุน ประกอบกับหลังจากที่จ่ายเงินออกไปมูลค่าของทรัพย์สินในกองลดลง ราคาหน่วยลงทุนก็ลดตาม เมื่อคำนวณเป็น dividend yield (เงินปันผลปีล่าสุดหารด้วยราคาหุ้น) จึงได้ค่าที่สูงมาก ดังนั้นการตัดสินใจด้วยข้อมูลเพียงเท่านี้จึงไม่เพียงพอ
แบบที่ 3 หุ้นกำลังจะ delist บริษัทจดทะเบียนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ กรณีนี้เป็นการปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัท โดยให้บริษัทโฮลดิ้งซึ่งเป็นบริษัทแม่ จัดตั้งขึ้นมาเพื่อถือหุ้นในบริษัทลูกหลายแห่ง เข้าจดทะเบียนแทนบริษัทลูก ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านได้ทำการแลกหุ้น หรือ swap หุ้น โดยผู้ถือหุ้นในบริษัทลูกได้รับสิทธิแปลงเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทแม่หรือบริษัทโฮลดิ้งแทน จากนั้นจะ delist หุ้นบริษัทลูกออกไป แล้วนำหุ้นบริษัทแม่เข้าจดทะเบียนแทน สถานะของหุ้นบริษัทลูกต่อจากนั้นจึงกำลังจะกลายเป็นหุ้นนอกตลาด ขาดสภาพคล่องในการซื้อขาย ซึ่งช่วงรอยต่อของการเข้าและออกนี้ เราอาจเห็นหุ้นบริษัทลูกยังคงมีชื่อให้เทรดอยู่ หากไม่รู้หรือติดตามเรื่องราวมาก่อนอาจจะทำให้ตัดสินใจผิดพลาดได้
แบบที่ 4 หุ้นใหม่แต่ไม่ใช่ IPO สำหรับผู้ที่เฝ้าหน้าจอเทรดตลอดเวลา เมื่อเห็นหุ้นชื่อใหม่ที่มาพร้อมอาการแปลกๆ คือ ราคาเปลี่ยนแปลงมาก เช่น ลดลงจากราคาเปิดมาก ทำให้ดูน่าสนใจ กรณีนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหุ้นถูกขึ้นเครื่องหมาย SP หยุดซื้อขายมาเป็นระยะเวลานานเพื่อฟื้นฟูกิจการ ในระหว่างนั้นได้มีบริษัทอื่นเข้ามาซื้อกิจการ ปรับโครงสร้างธุรกิจและผู้ถือหุ้น รวมถึงแตกหรือลดพาร์ ดังนั้นเมื่อกลับมาซื้อขาย (ด้วยชื่อใหม่) ราคาจึงเปลี่ยนแปลงจากเดิมมาก คือหากดูแต่ % change แล้วตัดสินใจ โอกาสที่จะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนมีสูงค่ะ
ลดค่าเล่าเรียนด้วยการใส่ใจข้อมูล
พฤติกรรมความไวทุกแบบสามารถทำให้รอบคอบขึ้นได้ด้วย ขั้นตอน 3 ดู ก่อนตัดสินใจ เชื่อว่าใช้เวลามากขึ้นไม่มากแต่ความผิดพลาดจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด (1) ดูข้อมูลพื้นฐานของบริษัทจากเว็บไซต์บริษัท และบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ (2) ดูข้อมูลซื้อขายหุ้นของผู้บริหารจากแบบ 59-2 และข้อมูลการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นทุก 5% ในแบบ 246-2 จากเว็บไซต์ ก.ล.ต. (www.sec.or.th) และ (3) ดูข่าวที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (www.set.or.th) รวมถึงข้อมูลที่ผู้ลงทุนอื่นพูดถึงกันในกระทู้ออนไลน์ที่ต้องนำมาเทียบยันกับแหล่งข่าวทางการก่อนนำไปใช้ เพื่อที่เราจะไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนที่แพงเกินควรค่ะ







