posttoday
การเติบโตของเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) ในระยะยาว (จบ)

การเติบโตของเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) ในระยะยาว (จบ)

18 มีนาคม 2558

โดย...ปฐมินทร์ นาทีทอง

โดย...ปฐมินทร์ นาทีทอง

จากบทความที่แล้ว…

นอกจากปัจจัยการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ภูมิภาคเอเชียมีสิ่งหนึ่งที่ภูมิภาคอื่นไม่มี นั้นก็คือ “วัฒนธรรมการออม” โดยประเทศหลักในเอเชียมีอัตราการออมโดยเฉลี่ยสูงที่สุดในโลกมากถึง 37% โดยเฉพาะในประเทศจีนที่สูงถึง 51% ในขณะที่สหรัฐและยุโรปมีอัตราการออมเพียงประมาณ 20% เท่านั้น (อ้างอิงจากฐานข้อมูลของ World Bank ในปี 2014)

แล้วปริมาณการออมที่สูงของภูมิภาคเอเชียนี้จะมาช่วยผลักดันเศรษฐกิจได้จริงๆ หรือไม่ นักเศรษฐศาสตร์ชี้แจงว่า การออมนั้นสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว ยกตัวอย่างเช่น เงินออมที่ถูกนำไปฝากไว้ในบัญชีเงินฝากหรือลงทุนในตราสารหนี้ต่างๆ จะทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ มี Money Supply ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ดอกเบี้ยต่ำลง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการกู้เพื่อขยายธุรกิจโดยบริษัทเอกชน และการกู้เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานโดยรัฐบาล หรือถ้าเงินออมถูกนำไปลงทุนตราสารทุนก็จะเป็นการเพิ่มเงินทุนให้กับบริษัทเพื่อไปใช้ในการขยายธุรกิจและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

ปัจจัยสุดท้ายที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจเอเชียต่อไปในระยะยาวก็คือ การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ หรือ Structural Reform โดยในช่วงเวลาที่ผ่านมา หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียได้เริ่มตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับโครงสร้าง เพื่อที่จะพัฒนาตนเองไปเทียบเท่ากับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ โดยประเทศที่วางแผนการปรับโครงสร้างอย่างเห็นได้ชัด ก็เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก 2 ประเทศยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียอย่างจีนและอินเดีย

การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจนั้นไม่มีแบบแผนวิธีการที่ตายตัว เพราะแต่ละประเทศต่างก็มีเอกลักษณ์ มีโครงสร้างเศรษฐกิจที่แตกต่างกันไป เช่น ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมาก โดยที่ระบบกลไกเศรษฐกิจถูกควบคุมจากรัฐเป็นหลัก ซึ่งรัฐบาลจีนเองได้เริ่มปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายที่จะให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างยั่งยืน

สำหรับนโยบายการปฏิรูปจีนนั้นมีมากมายหลายนโยบาย ซึ่งผมขอยกตัวอย่างแค่บางนโยบายเท่านั้น เช่น การผ่อนคลายนโยบายลูก 1 คน โดยรัฐบาลจะอนุญาตให้พ่อแม่มีลูกได้ 2 คน หากพ่อหรือแม่เป็นลูกคนเดียว โดยนโยบายนี้จะส่งเสริมการเพิ่มขึ้นของการบริโภคและแรงงานในอนาคตได้ นอกจากนี้นโยบายการปฏิรูปทางการเงิน เช่น การอนุญาตให้ภาคเอกชนสามารถจัดตั้งสถาบันการเงินได้ ลดขั้นตอนต่างๆ ลง และลดการควบคุมราคาสินค้าสาธารณูปโภคบางประเภท จะส่งผลให้ภาคเอกชนสนใจลงทุนมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นให้กับกลไกตลาดของประเทศจีน

ส่วนประเทศอินเดีย ด้วยความที่มีจำนวนประชากรสูงมาก ประเทศกำลังประสบปัญหาอัตราว่างงานสูง และคุณภาพชีวิตประชากรตกต่ำ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ นเรนทรา
โมดี หรือ “โมดีโนมิก” ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในเรื่องของนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ เช่น การลงทุนในโครงการยักษ์ใหญ่โดยรัฐบาล อาทิ การลงทุนสร้างทางหลวงเชื่อมระหว่างเมืองยาว 8,500 กม. การลงทุนเพื่อพัฒนาการจัดการน้ำ สาธารณสุข และการศึกษา โดยการลงทุนในสิ่งเหล่านี้จะช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ เพิ่มการจ้างงานและพัฒนาเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน

นอกจากนี้ ยังวางแผนที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีจากเดิมที่ซับซ้อน และเอื้อต่อการคอร์รัปชั่น เป็นระบบเดียวทั่วประเทศ (GST) เพื่อให้เข้าใจง่ายและลดปัญหาการคอร์รัปชั่นอีกด้วย

จากข้อมูลที่ได้นำเสนอมาเบื้องต้น ท่านผู้อ่านคงเห็นว่าภูมิภาคเอเชียนั้นมีความสนใจต่อการลงทุนมากเพียงใด

กล่าวโดยสรุปแล้ว จากปัจจัยที่เป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาคนี้ อย่างเช่นการบริโภคมหาศาล เม็ดเงินจากการออมที่จะถูกนำมากระตุ้นเศรษฐกิจ และการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งยักษ์ใหญ่ทั้งสองของประเทศเอเชีย ผมคิดว่าคงจะเป็นการดีไม่น้อย หากนักลงทุนไทยกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดหุ้นของประเทศใกล้ตัวที่มีคุณภาพอย่างกลุ่มประเทศเอเชีย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท