
เข็นส่งออกโตทุกตลาด
การมอบนโยบายในการทำงานให้กับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ทั่วโลกของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ รอบนี้ถือว่าเข้มข้นสุด เพราะ รมว.พาณิชย์ สั่งการให้ทูตพาณิชย์ปรับเปลี่ยนบทบาทการทำงาน ไม่ใช่แค่รายงานข้อมูลเท่านั้น แต่จะต้องทำตัวเป็นนักธุรกิจในการแสวงหาคู่ค้ารายใหม่ๆ
การมอบนโยบายในการทำงานให้กับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ทั่วโลกของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ รอบนี้ถือว่าเข้มข้นสุด เพราะ รมว.พาณิชย์ สั่งการให้ทูตพาณิชย์ปรับเปลี่ยนบทบาทการทำงาน ไม่ใช่แค่รายงานข้อมูลเท่านั้น แต่จะต้องทำตัวเป็นนักธุรกิจในการแสวงหาคู่ค้ารายใหม่ๆ
“เรื่องเศรษฐกิจโลก เราทราบดีว่ามีปัญหา แต่ผมก็ย้ำกับทูตพาณิชย์ว่า ในวิกฤตย่อมมีโอกาส และก็ทำความเข้าใจกับทูตพาณิชย์ที่จะต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นนักธุรกิจ เพื่อผลักดันให้ตัวเลขการส่งออกขยายตัวเพิ่มมากที่สุด ส่วนเป้าหมายการส่งออกปี 2558 ที่พูดกันไว้ 4% ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าจะปรับหรือไม่ ขอรอดูสถานการณ์ไตรมาสแรกก่อน เพราะการปรับลดก็มีผลเสียในแง่ของความทะเยอทะยานในการทำงานได้เช่นกัน” พล.อ.ฉัตรชัย ระบุ
พล.อ.ฉัตรชัย ชี้แจงว่า การทำงานของทูตพาณิชย์จากนี้ไป จะต้องปรับบทบาทการทำงานให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์การส่งออกที่กำหนดเป้าหมายไว้ 4 กลุ่ม
กลุ่มแรก ตลาดที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจสูง ได้แก่ สหรัฐ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ที่มีสัดส่วนต่อการส่งออกไทย 30% จะมุ่งเน้นสร้างตลาดในกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มสถาบัน เช่น โรงแรม กาสิโน เรือสำราญ กลุ่มสิ่งแวดล้อม กลุ่มรักสัตว์เลี้ยง กลุ่มฮิสแปนิกส์ (เชื้อสายสเปน) โดยตั้งเป้าหมายมูลค่าการส่งออกขยายตัวจากปีที่แล้ว 1.9%
กลุ่มที่สอง ตลาดที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจปานกลาง ได้แก่ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ ตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา รัสเซีย ซึ่งมีส่วนแบ่งต่อการส่งออกรวม 36% จะมุ่งเน้นขยายตลาดสินค้าไปยังกลุ่มคนรวยมากๆ และเน้นเจาะตลาดเมืองรองที่มีศักยภาพ รวมถึงส่งเสริมให้ผู้ส่งออกค้าขายผ่านออนไลน์ให้มากขึ้น และเจาะกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ ตั้งเป้าตลาดนี้ขยายตัว 6%
กลุ่มที่สาม ตลาดที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจน้อย ได้แก่ แอฟริกา เอเชียใต้ ไม่รวมอินเดีย จะมุ่งเน้นเจาะตลาดสินค้าด้านการเกษตร ก่อสร้าง สุขอนามัย แหล่งวัตถุดิบ ขยายการลงทุน วัตถุดิบ
กลุ่มที่สี่ ตลาดอาเซียน ให้เน้นสินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจบริการ ก่อสร้าง การลงทุน โดยตั้งเป้าให้ตลาดนี้เติบโตขึ้น 5.9%
รมว.พาณิชย์ ชี้แจงว่า สาเหตุที่ต้องมีการกำหนดตลาดออกเป็น 4 กลุ่ม เพื่อกระจายความเสี่ยงการส่งออกไทยไปยังตลาดต่างๆ ไม่กระจุกตัว ดังนั้นทูตพาณิชย์ที่อยู่ในพื้นที่ตลาดที่รับผิดชอบจะต้องดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้เน้นย้ำกับทูตพาณิชย์ให้เข้าใจบทบาทดังกล่าว
ที่สำคัญจะต้องทำตัวเป็นนักธุรกิจให้เหมือนกับบริษัทเอกชนที่ทำกัน คือต้องออกไปพบปะนักธุรกิจ และอำนวยความสะดวกให้กับเอกชน
การปรับบทบาททำงานใหม่ของทูตพาณิชย์ครั้งนี้ พล.อ.ฉัตรชัย ระบุว่า จะให้ทูตพาณิชย์รายงานการทำงานเข้ามาให้ผู้บริหารรับทราบในทุก 3 เดือน และ 6 เดือน จะได้มีการประเมินขีดความสามารถทูตพาณิชย์ทั้งหมด หากรายใดไม่ผ่านเกณฑ์ก็ต้องพิจารณาให้กลับมา และส่งคนอื่นไปแทน ซึ่งจะสอดคล้องกับการปรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกผู้ที่จะเป็นทูตพาณิชย์ใหม่
“จากนี้ไปผู้ที่สมัครเป็นทูตพาณิชย์จะต้องผ่านการทดสอบด้านความรู้ทั่วไป รวมถึงพิจารณาไปถึงความคิดสร้างสรรค์ เพราะทูตพาณิชย์ต้องมีความคิดที่เป็นมืออาชีพ ว่าจะทำตลาดอย่างไร และรู้ดีมานด์และซัพพลายของตลาด มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว
ขณะเดียวกัน ยังได้เน้นย้ำให้ทูตพาณิชย์นำข้อมูลข่าวสารมาใช้ประโยชน์ผ่านดิจิทัล เทคโนโลยี ตามนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล ไปเผยแพร่ให้นักธุรกิจทั้งในและต่างประเทศทราบด้วย
สำหรับการส่งออกรายตลาด จากตัวเลขที่ทูตพาณิชย์รายงานให้ที่ประชุมในระดับนโยบายรับทราบ พบว่า การส่งออกไทยในหลายตลาดยังคงมีปัญหาชะลอตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ยังไม่ฟื้นตัวดีพอ เช่น ตลาดจีนได้ปรับลดเป้าการส่งออกทั้งปี 2558 ลงเหลือขยายตัวแค่ 1% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 2% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของจีนยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง โดยจีนเน้นเรื่องการบริโภคภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้า
ด้านตลาดสหภาพยุโรป คาดว่าปีนี้จะขยายตัวได้เพียง 2-3% ส่วนตลาดญี่ปุ่นคาดว่าจะขยายตัวได้ 2% ส่วนการส่งออกนั้น ในภาพรวมของภูมิภาคแอฟริกาปีนี้ คาดว่าจะเติบโตที่ระดับ 2% เช่นกัน ยกเว้นตลาดสหรัฐเท่านั้นที่คาดว่าจะขยายตัวได้ในระดับ 3% จากเศรษฐกิจของสหรัฐที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น
ถึงแม้จะขันนอตอย่างหนัก แต่สถานการณ์การส่งออกจากนี้ไปยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะแม้จะมีการปรับบทบาททำงานของทูตพาณิชย์ แต่จากปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามากระทบทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมันปรับลดลง รวมทั้งค่าเงินบาทที่ยังคงผันผวน ถือเป็นงานยากลำบากของรัฐบาลในการผลักดันการส่งออกที่เป็นหัวรถจักรหลักในระบบเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัว
หากทำไม่ได้อย่าหมายว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว เพราะการส่งออกมีค่าถ่วงน้ำหนักในระบบเศรษฐกิจสูงจนหาตัวทดแทนยาก







