
ความท้าทายกองทุน เทมาเซกสิงคโปร์
โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
ในการแถลงงบประมาณเมื่อปลายเดือน ก.พ. 2558 ที่ผ่านมา รัฐบาลสิงคโปร์ได้กำหนดว่าจะนำคาดการณ์ผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนของกองทุนเทมาเซกมาคำนวณเป็นงบประมาณรายได้ด้วย เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายใน 5 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 19-19.5% ของ GDP โดยเฉพาะรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมเพิ่มขึ้นมากจากการที่เป็นสังคมผู้สูงอายุ รวมถึงต้องลงทุนจำนวนมากด้านโครงสร้างพื้นฐาน
ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า สิงคโปร์ได้บริหารจัดการทุนสำรองของประเทศแตกต่างจากไทยมาก โดยไทยจะเน้นลงทุนเชิงอนุรักษนิยมในสินทรัพย์สภาพคล่องสูงและมีความเสี่ยงต่ำ แต่สิงคโปร์จะแบ่งบริหารจัดการโดย 3 หน่วยงาน ซึ่งแต่ละแห่งจะมีกลยุทธ์ลงทุนแตกต่างกัน
หน่วยงานแรก คือ หน่วยงานการเงินแห่งสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore - MAS) เทียบเท่ากับธนาคารกลางของประเทศ ซึ่งวัตถุประสงค์หลักเพื่อรักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ รักษาเสถียรภาพด้านราคาสินค้าและบริการเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน โดยบริหารสินทรัพย์ประมาณ 8 ล้านล้านบาท จะลงทุนในลักษณะอนุรักษนิยมมากที่สุด
หน่วยงานที่สอง คือ บริษัทเพื่อการลงทุนของรัฐ(Government of Singapore Investment Corporation - GIC) มีกลยุทธ์การลงทุนเสี่ยงมากกว่า MAS แต่อนุรักษนิยมมากกว่าเทมาเซก โดยจะลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ เช่น หุ้นกู้ หุ้นสามัญที่มีความเสี่ยงต่ำ ฯลฯ ขณะที่ส่วนน้อยลงทุนในด้านอื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ สินทรัพย์ที่บริหารจัดการคาดว่ามูลค่าสูงถึง 9-10 ล้านล้านบาท
ส่วนหน่วยงานที่สาม คือ บริษัท เทมาเซกโฮลดิ้ง จะเน้นลงทุนเชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง เน้นลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น แม้ความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันมีสินทรัพย์ที่บริหารจัดการ 5 ล้านล้านบาท โดยถือหุ้นในบริษัทต่างๆ มากมาย เช่น สิงคโปร์แอร์ไลน์ส ซึ่งเป็นสายการบินใหญ่ที่สุดในเออีซี ธนาคารดีบีเอส ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ใหญ่ที่สุดในเออีซี ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดของสหราชอาณาจักร ท่าเรือพีเอสเอของสิงคโปร์ ซึ่งมีปริมาณการขนถ่ายสินค้ามากที่สุดในเออีซี และมากเป็นอันดับ 2 ของโลก บริษัท ชินคอร์ป ของไทย ห้างวัตสันของฮ่องกง บริษัท Olam International ซึ่งทำธุรกิจการค้าระหว่างประเทศด้านพืชผลทางการเกษตรรายใหญ่ของโลก บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แคปปิตอลแลนด์ของสิงคโปร์ บริษัท อาลีบาบา ของจีน ซึ่งประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของโลก ฯลฯ
จากนโยบายของรัฐบาลสิงคโปร์ข้างต้น นับเป็นความท้าทายสำคัญต่อบริษัท เทมาเซก ที่อาจต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนมาถือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงขึ้น เพื่อมาจุนเจือเป็นรายได้ของรัฐบาล ดังนั้น ผลตอบแทนการลงทุนของเทมาเซกในอนาคตอาจไม่สูงเหมือนในอดีต ซึ่งโดยเฉลี่ยสูงถึง 16% ต่อปี ทั้งนี้ สำหรับการลงทุนของ MAS และ GIC จะไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด เนื่องจากรัฐบาลกำหนดให้ทั้ง MAS และ GIC ต้องนำคาดการณ์ผลตอบแทนการลงทุนระยะยาวมาคำนวณเป็นงบประมาณรายได้แล้วนับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา







