
เกษตรสั่งประเมินผลรัฐอัดฉีดเงินเยียวยาข้าว-ยาง
รมว.เกษตรฯ สั่งประเมินผลกระทบเศรษฐกิจ –สังคม หลังรัฐอัดฉีดเงินเยียวยาข้าว- ยาง ชี้คนทั่วไปลืมภาคเกษตรเคยอุ้มศก.ช่วงปี40
รมว.เกษตรฯ สั่งประเมินผลกระทบเศรษฐกิจ –สังคม หลังรัฐอัดฉีดเงินเยียวยาข้าว- ยาง ชี้คนทั่วไปลืมภาคเกษตรเคยอุ้มศก.ช่วงปี40
นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)ทำการศึกษาผลกระทบต่อเศรษฐกิจและ สังคม ทั้งหมดออกมาหลังจากที่รัฐบาลได้อัดฉีดงบกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคเกษตรออกไปโดยการเยียวยาเกษตรกรผู้ปกลูกข้าวและยาง ในอัตรา 1,000 บาทต่อไร่ต่อครัวเรือน ได้ส่งผลต่อเศรษฐกิจมหภาคอย่างไร ซึ่งคาดว่าผลการศึกษาจะออกมาเร็วๆนี้เพราะได้เก็บข้อมูลตั้งแต่เริ่มส่งออกเงินไปยังกระเป๋าเกษตรกร เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประเมินว่า เงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่ส่งไปสองรอบนั้นได้ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างไรบ้าง และผลที่ออกมา จะใช้ประเมินโครงต่อไปของรัฐ
"จะได้รู้ว่า การส่งเงินออกไปเป็นอย่างนี้ ทำให้สถานะเศรษฐกิจภาพรวมเป็นอย่างไร รัฐสมควรจะต้องมีมาตรการกระตุ้นรอบสามหรือไม่ ซึ่งในส่วนของกระทรวงเกษตรฯยังเหลือเงินอีกประมาณ 5 หมื่นล้านบาทตามกรอบที่ได้ขอไว้กับกระทรวงการคลัง 1 แสนล้านบาท จากที่ใช้ในการเยียวยา ข้าว ยาง แล้ว อีกทั้งเพื่อที่จะได้แสดงให้ประชาชนทั่วไปเห็นด้วยว่า ผลออกมาอย่างไร เนื่องจากเวลามีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร มักมีเสียงตำหนิว่าเกษตรกรไม่โตต้องเลี้ยงตลอด ทั้งนี้อาจเพราะคนทั่วไปลืมว่า เมื่อเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 2540 หากไม่มีภาคเกษตรช่วยพยุงไว้ป่านนี้เศรษฐกิจประเทศล้มไปหมดแล้วจนยากจะฟื้นฟู ร่วมทั้งรายได้ภาคเกษตรที่ส่งออกเป็นอันดับหนึ่งทั้งข้าว ยาง กุ้ง ไก่ ก็เป็นเงินกลับเข้าประเทศ เป็นงบประมาณแผ่นดินที่ส่งให้ข้าราชการ นักเรียน นักศึกษา ได้เรียน ดร. แต่พอจะช่วยเกษตรกร มักจะโดนด่า ซึ่งผมเห็นว่าภาคเอกชนเองที่เคยมีรายได้จากที่สินค้าเกษตรราคาดี เช่น ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ ธนาคาร ควรรวมตัวกันช่วยลดภาระหนี้สินเกษตรกร เช่นลดดอกเบี้ยหรือผ่อนปรนการชำระหนึ้เพื่อประคองเกษตรไปพร้อมกับภาครัฐ"รมว.เกษตรฯกล่าว
ทั้งนี้ให้ศึกษาและตรวจสอบด้วยว่า เงินเยียวยาทีภาครัฐช่วยเหลือเกษตรกรไปนั้น ประมาณ 30 % นำไปใช้หนี้จริงหรือไม่ อย่างไรก็ตามหากเป็นไปตามที่ว่า ส่วนตัวยังเห็นว่า ยังรับได้เพราะแสดงให้เห็นว่าเกษตรกร ได้วางแผนแล้วเงินมากกว่า 50 % เขาจะเก็บไว้ลงทุนสำหรับการผลิตในรอบถัดไป
รมว.เกษตรระบุว่า ได้สั่งการให้ทำเกณฑ์การประเมินรายได้ภาครัวเรือนของเกษตรกรใหม่ด้วยเนื่องจาก รายได้ของเกษตรกรจะมีความยืดหยุ่นกว่าคนเมือง เนื่องจากภาคเกษตร ในแต่ละวันสามารถหาสิ่งของบริโภคได้รอบบ้านในขณะที่คนเมืองต้องซื้อทุกอย่าง ดังนั้นเกณฑ์ประเมินของหน่วยงาน ไม่ค่อยได้คำนึงในด้านนี้ เช่นเกณฑ์ความจำเป็นขั้นพื้นฐาน(จปฐ.) ของกระทรวงมหาดไทย หรือเกณฑ์ของสำนักต่างๆอาจละเลยในส่วนนี้
แหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงเกษตรฯเปิดเผยว่าเบื้องต้นพบว่าภาคเกษตรในรายได้ประมาณ 1.5 แสนบาทต่อครัวเรือนต่อปี เพิ่มจากปีที่ผ่านมาที่มีรายได้ประมาณ 1.4 แสนบาทต่อครัวเรือน
นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) กล่าวว่า สศก.อยู่ระหว่างการศึกษา ซึ่งต้องทำให้รอบคอบ เนื่องจากที่ผ่านมารัฐมีแต่การส่งเงินลงไป แต่ไม่มีการประเมินผลในภาพรวม ทำให้ไม่มีระบบการประเมิน อย่างไรก็ตามก็หน้านี้ สศก. ได้มีการประเมินความพึ่งพอใจของเกษตรกร เฉพาะในส่วนเงินที่ได้รับการเยียวยา พบว่าเกษตรกรพอใจโดยเกษตรกรส่วนใหญ่จะได้รับเงินเยียวยาประมาณ 1.3 หมื่นบาทต่อครัวเรือน จากนโยบายช่วยเหลือ 1 พันบาทต่อไร่ ไม่เกิน 15 ไร่ต่อครัวเรือน







