
ซอสญี่ปุ่น 'มิราเคิล'ปาฏิหาริย์ของคนไม่ท้อ
ทันทีที่เห็นภาพคลื่นสึนามิยักษ์สูงหลายสิบเมตรกลืนกวาดโรงงานหมักซีอิ๊ว ยากิซาวะ โชเท็น
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ทันทีที่เห็นภาพคลื่นสึนามิยักษ์สูงหลายสิบเมตรกลืนกวาดโรงงานหมักซีอิ๊ว ยากิซาวะ โชเท็น บรรดาพนักงานทุกระดับต่างเชื่อมั่นว่ากิจการซึ่งสืบทอดกันมานานร่วมสองศตวรรษแห่งนี้ถึงคราวจบสิ้นแน่แล้ว
ทุกคน ยกเว้น มิชิฮิโระ โคโนะ ทายาทรุ่นที่ 9 ของผู้ก่อตั้งซอสถั่วเหลืองหมัก ซึ่งประกาศลั่นว่าจะเดินหน้าฟื้นฟูโรงงานแห่งนี้ขึ้นอีกครั้ง แม้ว่าจะสูญเสียจน
ไม่เหลืออะไรเลยก็ตาม
และระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์แล้วว่าความมุ่งมั่นของโคโนะช่วยพลิกฟื้นวิกฤตของยากิซาวะ โชเท็น โค และนำพาให้โรงงานแห่งนี้ยืนหยัดมีชื่อในตลาดได้อีกครั้ง
ทั้งนี้ โรงงานซอสถั่วเหลืองหมัก ยากิซาวะ โชเท็น ตั้งอยู่ในเมืองริคุเซนทาคาตะ จังหวัดอิวาตะ หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อปี 2011 อย่างหนักหน่วง โดยมีประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวเสียชีวิตเกือบ 1,800 คน เช่นเดียวกัน โรงงานที่ไม่เพียงสูญเสียสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงเครื่องจักรอุปกรณ์ทั้งหมด ประเมินเป็นมูลค่าสูงถึง 220 ล้านเยน (ราว 65 ล้านบาท)
ดังนั้น หลังรับทราบความสูญเสียทั้งหมดที่เกิดขึ้น สิ่งสำคัญแรกสุดสำหรับโคโนะก็คือการแสวงหาทุนรอนสำหรับฟื้นฟูกิจการ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา
ทางออกที่โคโนะพบในขณะนั้นก็คือ การระดมทุนผ่านระบบคลาวด์ฟันดิ้ง จากเว็บไซต์ของบริษัท มิวสิค ซีเคียวริตี้ส์ อิงค์ ในโตเกียว ที่ซึ่งโคโนะสามารถระดมเงินได้มากถึง 150 ล้านเยน จากชาวญี่ปุ่น
ทั่วประเทศ โดยครึ่งหนึ่งของจำนวนไดังกล่าวเป็นการลงทุน ขณะที่อีกครึ่งเป็นเงินบริจาค
“เราเป็นบริษัทเล็กๆ ในชนบทที่ห่างไกลความเจริญ ดังนั้นเราจึงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับระบบคลาวด์ ฟันดิ้งแม้แต่น้อย และเราก็ไม่ได้มีภาพลักษณ์ใดๆ เราทำใจไว้แล้วว่าอาจต้องปล่อยให้มีการเทกโอเวอร์” โคโนะ เล่าถึงการเริ่มต้นแสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งทุนที่ทำให้ตนเองได้พบกับระบบคลาวด์ฟันดิ้ง ซึ่งหมายถึงการระดมทุนจากประชาชนรายย่อย ซึ่งการตัดสินใจเข้าลองใช้กลายเป็นผลลัพธ์ที่ดีกับโรงงานเก่าแก่แห่งนี้
ขั้นต่อไปหลังจากได้เงินทุน สิ่งที่โคโนะคำนึงถึงก็คือการรักษาลูกจ้างแรงงานเก่าแก่ของตนเอาไว้ และถึงจะไม่มีเงินทุนรอนมาก นัก แต่โคโนะก็ตัดสินใจที่จะจ่ายเงินเดือนให้แก่พนักงานทั้ง 38 คน ของตน
กระนั้นแม้จะมีเงินเดือนให้ แต่ก็ใช่ว่าจะมีงานให้ทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฟื้นฟูกิจการ ดังนั้น โคโนะจึงให้พนักงานทำงานอาสาสมัคร เช่น การแจกจ่ายน้ำและอาหารให้แก่ผู้ประสบภัย ด้วยเชื่อว่าหากอยู่ว่างเกินไป พนักงานเหล่านั้นซึ่งอยู่ในฐานะผู้ประสบภัยเช่นกันก็จะสูญเสียแรงใจที่จะเดินหน้าต่อไปเช่นกัน
เมื่อคนพร้อม แรงงานพร้อม โรงงานซีอิ๊วยากิซาวะก็สามารถเริ่มต้นกระบวนการผลิตได้อีกครั้งในเดือน พ.ค. 2011 โดยใช้โรงงานอีกแห่งหนึ่ง ก่อนที่โคโนะจะจัดการเปลี่ยนโรงแรมในเมืองริคุเซนทา
คาตะให้เป็นสำนักงาน และเดินหน้าสร้างโรงงานแห่งใหม่ในเมืองใกล้ๆ กันแทน โดยโรงงานหลังใหม่นี้ได้ฤกษ์ผลิตซอสถั่วเหลืองช่วงต้นปี 2013 ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ปัญหาของโคโนะก็ยังไม่หมดไป เนื่องจากขาดสิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นคือส่วนผสมที่เป็นสูตรหมักซอสถั่วเหลืองที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ ซึ่งจะทำให้รสชาติของซอสไม่ผิดเพี้ยน โดยโคโนะยอมรับว่า ในส่วนนี้คือปาฏิหาริย์สำหรับตนอย่างแท้จริง และเป็นที่มาของชื่อซอสถั่วเหลือง “มิราเคิล” ในทุกวันนี้
“ขณะที่เรากำลังจะถอดใจ เพราะไม่มีส่วนผสมตัวนี้เหลืออยู่ในโรงงานที่ผลิตซอสของเราเลย เราก็พบว่าเรายังมีเหลืออยู่ โดยเป็นส่วนผสมที่เราเคยบริจาคให้กับมหาวิทยาลัยในพื้นที่สำหรับทำการวิจัยรักษาโรคมะเร็ง” โคโนะ กล่าว ก่อนระบุเพิ่มเติมว่า ห้องทดลองได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ส่วนผสมตัวนี้เก็บใส่กล่องรักษาไว้อย่างดี ดังนั้นหลังจากที่ทีมวิจัยเก็บกวาดห้องทดลองก็ค้นพบส่วนผสมดังกล่าวในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่ได้รับความเสียหายใดๆ
ทั้งนี้ แต่เดิมนั้นหากไม่มีส่วนผสมตัวนี้ โคโนะต้องเริ่มตั้งต้นด้วยการผสมหัวเชื้อกับถั่วเหลืองและข้าวสาลีเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี ก่อนวางขาย แต่ด้วยส่วนผสมที่
ไม่บุบสลายข้างต้นทำให้ซอสถั่วเหลืองของโคโนะสามารถผลิตวางขายได้ภายในเดือน พ.ย. 2011
ทุกวันนี้โรงงานซอสถั่วเหลืองแห่งนี้ยังคงขาดทุน แต่ยอดขายที่เริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนแตะระดับ 70% เทียบเท่าก่อนเกิดวิกฤต ก็ทำให้โคโนะมีความหวังมากขึ้น อีกทั้งปัญหาจากสึนามิ ทำให้โรงงานซอสถั่วเหลืองได้กลุ่มลูกค้าใหม่ ซึ่งเป็นผู้บริโภคในระดับครัวเรือนทั่วประเทศญี่ปุ่น จากเดิมที่ผลิตเพื่อส่งขายไปยังร้านอาหาร
“ถ้าคุณไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะเจ็บปวดแค่ไหน ย่อมมีหนทางเดินเสมอ” โคโนะ วัย 41 ปี สรุป &O5532;
ปาฏิหาริย์ของ 'มิราเคิล'ระดมทุนจากระบบคลาวด์ ฟันดิ้งไม่มีนโยบายไล่คนออกไม่ปิดโรงงานแม้ไม่มีสินค้าขาย







