
ขันนอตส่งออก
หากประเทศไทยเป็นรถยนต์ ตอนนี้เครื่องเคราต่างๆ ดูจะหลวมๆ ไปหมด หากต้องการให้แล่นฉิวคงต้องยกเครื่อง เปลี่ยนอุปกรณ์เก่า ขันนอตที่หลวมให้แน่น
โดย...สมหทัย โมสิกะ [email protected]
หากประเทศไทยเป็นรถยนต์ ตอนนี้เครื่องเคราต่างๆ ดูจะหลวมๆ ไปหมด หากต้องการให้แล่นฉิวคงต้องยกเครื่อง เปลี่ยนอุปกรณ์เก่า ขันนอตที่หลวมให้แน่น
ตอนนี้ถนนที่รถยนต์คันนี้กำลังวิ่ง สภาพแวดล้อมต่างๆ เปลี่ยนไปหมดแล้ว ไม่ได้ราบเรียบ แต่มีทั้งหลุม ทั้งเนิน หากไม่พร้อมจริง รถอาจ “ดับ” กลางทางได้ตลอดเวลา
การส่งออกเป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่งของไทยที่จำเป็นต้องหายุทธศาสตร์ใหม่ๆ เพื่อแข่งขันกับผู้ประกอบการประเทศอื่น ซึ่งสัปดาห์นี้กระทรวงพาณิชย์จะมีการประชุมทูตพาณิชย์ ก็ต้องรอดูกันว่าจะมีอะไร “ใหม่” บ้าง
จากที่ได้ฟังความคิดเห็นของเอกชนไทยและนักการทูตต่างชาติ รวมถึงวิทยากรจากเวทีสัมมนาหลายเวที ทุกคนต่างชี้เทรนด์และโอกาสใหญ่สำหรับผู้ผลิตไทย นั่นก็คือ “การขายออนไลน์” ที่ตอนนี้ผู้บริโภคไม่ว่าจะชาติไหนๆ ก็หันมาซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น
คำถามก็คือ ผู้ประกอบการไทยจะทำอย่างไรให้ตัวเองโดดเด่นในเวทีขายออนไลน์โลก สินค้าที่ขายต้องเป็นกลุ่มไหน ต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างไร จะใช้ช่องทางตลาดตรงไหนที่เข้าถึงผู้บริโภคให้ได้หลากหลายกลุ่มมากที่สุด ระบบส่งสินค้าต้องทำแบบไหนที่จะประหยัด ปลอดภัยมากที่สุด ระบบชำระเงินต้องเป็นอย่างไร
นอกจากการขายออนไลน์แล้ว ก็ต้องไม่ลืมการส่งออก การค้าขายแบบดั้งเดิมด้วย ว่าจะทำอย่างไรให้สินค้าไทยยังน่าสนใจในตลาดโลก
หันไปดูมาเลเซีย เห็นว่าเมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการส่งออกแห่งชาติ ได้วางแผนโรดแมปเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านส่งออกของมาเลเซีย ท่ามกลางความไม่แน่นอนต่างๆ ในตลาดโลก
กลุ่มส่งออกสำคัญที่มาเลเซียจะปลุกปั้นรอบนี้ก็คือ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนส่งออกประมาณ 16.7% ของการส่งออก แต่มีเป้าหมายว่าภายในปี 2563 สัดส่วนจะต้องเพิ่มเป็น 25%
คราวนี้มาเลเซียหวังจะดันการส่งออกของบริษัทขนาดกลางและพวกระดับแชมเปี้ยนต่างๆ โดยบริษัทขนาดกลางจะได้รับการสนับสนุนด้านศุลกากร เพื่อช่วยให้ส่งออกถึงตลาดเป้าหมายได้ดีขึ้น มีการปรับปรุงขั้นตอน กฎระเบียบ โลจิสติกส์ต่างๆ เพื่อเอื้อให้ส่งออกสะดวกกว่าเดิม
อีกหนึ่งอย่างที่ทำ คือ โครงการ “อีเทรด” หรือการส่งเสริมตลาดออนไลน์ ช่วยให้เอสเอ็มอีมาเลเซียเป็นที่รู้จักในเวทีโลก เพื่อทำให้ส่งออกสินค้าได้ดีขึ้น
แนวทางคล้ายไทยคงต้องวัดกันที่ “การปฏิบัติ” ว่าใครจะทำได้ดีกว่ากัน







