posttoday
สัญญาณขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก ของ...ธนาคารกลางสหรัฐ

สัญญาณขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก ของ...ธนาคารกลางสหรัฐ

16 มีนาคม 2558

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.70-33.00 ในสัปดาห์นี้

โดย...ณัฏฐริยา วิทยธนเศรษฐ์

สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.70-33.00 ในสัปดาห์นี้ เงินบาทเปลี่ยนกรอบการเคลื่อนไหวอีกครั้งมาเป็นกรอบที่อ่อนค่ามากขึ้น โดยปัจจัยที่ต้องจับตา คือ การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระหว่างวันที่ 17-18 มี.ค. ซึ่งผลจะออกมาในช่วงกลางคืนของเช้าวันที่ 19 มี.ค. การประชุมครั้งนี้ถือว่าสำคัญมาก เนื่องจากจะมีการแถลงข่าวของประธานเฟดและออกประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ ซึ่งจะเป็นเบาะแสสำคัญต่อช่วงเวลาของการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของเฟด โดยตลาดการเงินยังมีความสับสนอยู่พอสมควรว่าจะเกิดขึ้นในเดือน มิ.ย. หรือ ก.ย. ทำให้ค่าเงินทั่วโลกผันผวนมากและเป็นไปตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ

กสิกรไทยมองว่าเฟดจะยังคงมุมมองบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และพัฒนาการของตลาดแรงงานในการประชุมครั้งนี้ และอาจกล่าวย้ำด้วยว่าการชะลอลงของเงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมาว่า เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวจากราคาน้ำมันเท่านั้น ดังนั้น เราจึงมองว่าปัจจัยเหล่านี้จะไม่ทำให้เฟดต้องเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกออกไปได้ ซึ่งหากเฟดมีท่าทีออกมาตามคาดจะหนุนให้เงินเหรียญสหรัฐกลับมาแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเรามองว่าแนวต้านที่ 33.00 ยังเป็นแนวต้านที่แข็งแกร่งและเป็นระดับที่เงินบาทไม่สามารถทะลุผ่านไปได้เลยนับตั้งแต่ต้นปี อย่างไรก็ตาม หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุแนวต้านนี้ไป แนวต้านต่อไปจะอยู่ที่ 33.15

อีกปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ การประกาศประมาณการจีดีพีจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันศุกร์ ซึ่งจะบ่งบอกถึงแนวโน้มในระยะต่อไปว่ามีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยอีกหรือไม่ โดยเราคาดว่า ธปท.จะออกมาปรับลดประมาณการจีดีพีและเงินเฟ้อลง จากที่คาดไว้ว่าจะขยายตัวได้ 4%

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวหวือหวามาก โดยเปิดตลาดอ่อนค่าลงมาแรงจากวันศุกร์ก่อนหน้าที่ 32.53 หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ โดยมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 2.95 แสนตำแหน่ง ในเดือน ก.พ. จากที่ตลาดคาดไว้ว่าจะอยู่ที่ 2.35 แสนตำแหน่ง และสูงกว่าเดือน ม.ค. ที่ 2.39 แสนตำแหน่ง โดยเป็นการปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 แสนตำแหน่ง เป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกัน ส่วนอัตราว่างงานลดลงมาที่ 5.5% จาก 5.7% ในเดือนก่อน ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 7 ปี สะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐได้เข้าใกล้ระดับศักยภาพมากแล้ว ซึ่งทางเฟดได้ประมาณการไว้ว่าอัตราว่างงานศักยภาพของสหรัฐอยู่ที่ 5.2-5.5% จึงทำให้นักลงทุนส่วนหนึ่งปรับคาดการณ์เกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดมาที่เดือน มิ.ย. จากที่เคยมองไว้ว่าจะเกิดขึ้นในเดือน ก.ย.

แต่ในช่วงกลางสัปดาห์เงินบาทอ่อนค่าลงแรง หลังจาก ธปท.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาที่ 1.75% สวนทางกับการคาดการณ์ของตลาด ซึ่งถือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดในบรรดาประเทศหลักๆ ในเอเชีย ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรุนแรงมาไปถึง 32.97 สูงสุดในรอบ 3 เดือน โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินมองว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด ขณะที่แรงกระตุ้นจากภาคการคลังยังต้องอาศัยระยะเวลากว่าจะเห็นผล เงินบาทปิดตลาดที่ 32.92 (ณ วันศุกร์ เวลา 17.00 น.)

เงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบ 11 ปี ที่ 1.083 ก่อนจะโน้มอ่อนค่าลงตลอดสัปดาห์ เนื่องจากวันจันทร์ที่แล้วเป็นวันแรกที่ธนาคารกลางยุโรปเริ่มเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศในยุโรปเป็นครั้งแรกภายใต้มาตรการคิวอี ซึ่งกดดันให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลต่างๆ ปรับลดลงมาที่ระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะของเยอรมนี ซึ่งอัตราผลตอบแทนของผู้ที่ถือพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีลดลงมาที่ -0.24% เท่านั้น การที่อัตราผลตอบแทนระหว่างเยอรมนีและสหรัฐแตกต่างกันมากขึ้น ในขณะที่มีความเสี่ยงเท่ากัน ทำให้นักเก็งกำไรเทขายพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี และเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า จึงเป็นแรงกดดันให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าอีกต่อหนึ่ง โดยกสิกรไทยประเมินว่าค่าเงินยูโรมีโอกาสอ่อนค่าลงต่อไปที่ 1.0 เมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐภายในเดือน พ.ค.นี้ เงินยูโรปิดตลาดที่ 1.0594

เงินเยนเปิดตลาดที่ 120.80 และอ่อนค่าลงเช่นเดียวกับสกุลเงินอื่นๆ ตามแนวโน้มการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ การที่จีดีพีไตรมาส 4 ของญี่ปุ่นโดนปรับลดลงจากการประกาศครั้งแรกยังเป็นอีกปัจจัยที่กดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนอีกด้วย โดยเศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัวเพียง 1.5% จากที่ประกาศไว้ที่ 2.2% เมื่อเทียบรายไตรมาสเงินเยนปิดตลาดที่ 121.37

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติเทขายพันธบัตรและหุ้นไทยออกไปในปริมาณที่สูงมาก เพื่อปิดความเสี่ยงก่อนที่จะมีการประชุมของเฟด และอีกส่วนเพื่อทำกำไรในพันธบัตรหลังจากที่ กนง.ปรับลดดอกเบี้ยลง ส่วนปริมาณการซื้อขายหุ้นกู้ในตลาดรอง เมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลถือว่าเบาบาง โดยอัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ระยะสั้นลดลงทันที โดยเฉพาะหุ้นกู้อายุต่ำกว่า 1 ปีที่ลดลงกว่า 0.20% โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ยังชะลอการลงทุนในตราสารระยะยาวแต่เลือกพักเงินอยู่ในตราสารอายุ 2-3 ปี เป็นหลัก แม้จะยังมีสภาพคล่องเหลืออยู่มากก็ตาม

สิ้นสัปดาห์หุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ AAA รุ่นอายุ 2 ปี มีอัตราผลตอบแทนลดลงจาก 2.37% เป็น 2.25% รุ่นอายุ 5 ปี เพิ่มขึ้นจาก 2.91% เป็น 2.94% รุ่นอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นจาก 3.46% เป็น 3.49% ทำให้ส่วนต่างระหว่าง
ผลตอบแทนของหุ้นกู้อายุ 2 ปี และ 10 ปี เพิ่มขึ้นจาก 1.09% เป็น 1.24% หุ้นกู้ตลาดแรกที่ออกใหม่ ได้แก่ หุ้นกู้ของ บริษัท อีซี่บาย อันดับเครดิต A- อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.57% จำนวน 1,500 ล้านบาท และอายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.10% จำนวน 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีหุ้นกู้ของกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค อันดับเครดิต BB+ อายุ 2.5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.50% จำนวน 2,400 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท