
รับมือกฎหมายทวงหนี้เริ่มใช้1ก.ย.นี้
บริษัทติดตามหนี้รับมือกฎหมายทวงหนี้ใหม่ หลังมีผลบังคับใช้ 1 ก.ย.นี้ คาดแบงก์จ่อฟ้องลูกหนี้-เร่งขายเอ็นพีแอลมากขึ้น
บริษัทติดตามหนี้รับมือกฎหมายทวงหนี้ใหม่ หลังมีผลบังคับใช้ 1 ก.ย.นี้ คาดแบงก์จ่อฟ้องลูกหนี้-เร่งขายเอ็นพีแอลมากขึ้น
นายประชา ชัยสุวรรณ ประธานชมรมผู้ติดตามหนี้ที่เป็นธรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้ พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2558 โดยที่ผ่านมาบริษัทติดตามทวงหนี้ได้มีการเตรียมพร้อมกับการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้มานาน และได้กำชับพนักงานทวงถามหนี้ให้ปฏิบัติตามระเบียบที่กฎหมายกำหนด
ปัจจุบันบริษัทติดตามทวงหนี้ได้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และระเบียบการติดตามทวงหนี้ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดอยู่แล้ว ซึ่งกฎระเบียบดังกล่าวไม่ได้แตกต่างจากกฎหมายทวงหนี้ฉบับใหม่ แต่ที่จะแตกต่างคือกฎหมายทวงถามหนี้จะมีบทลงโทษทางอาญา เช่น การทวงหนี้กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ค้ำประกัน หรือมีพฤติกรรมข่มขู่ กฎหมายมีบทลงโทษให้จำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท
อย่างก็ตาม นายประชา กล่าวว่า เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้อาจจะมีปัญหาในเรื่องการตีความลักษณะการทวงหนี้ที่เป็นการข่มขู่ ถากถางลูกหนี้ ทำให้คาดว่าเจ้าหนี้อาจจะตัดสินใจเร่งฟ้องร้องดำเนินคดีกับลูกหนี้เร็วขึ้น เพราะต้องการหลีกเลี่ยงการติดตามทวงถามหนี้ เพราะหากมีปัญหากับลูกหนี้ และถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายทวงถามหนี้ จะทำให้ธนาคารพาณิชย์หรือเจ้าหนี้เสียภาพลักษณ์ได้
“การที่สถาบันการเงินฟ้องร้องดำเนินคดีกับลูกหนี้เร็วขึ้น แม้จะทำให้สถาบันการเงินมีต้นทุนการดำเนินคดีประมาณ 5,000 บาท/คดี แต่ในที่สุดสถาบันการเงินก็จะผลักภาระค่าใช้จ่ายไปให้ลูกหนี้ รวมทั้งจากเดิมถ้ายังไม่มีการฟ้องร้อง ลูกหนี้สามารถขอเจรจาเพื่อลดหนี้ลงได้ 20-30% แต่หากลูกหนี้ถูกฟ้องแล้ว จะไม่สามารถเจรจาขอลดหนี้ได้ ซึ่งทำให้ลูกหนี้เสียประโยชน์และโอกาสที่จะได้รับส่วนลดหนี้ รวมทั้งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายค่าทนายความให้กับเจ้าหนี้ด้วย” นายประชา กล่าว
นอกจากนี้ ยังคาดว่าธนาคารพาณิชย์จะมีการเร่งขายหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ออกมาเร็วขึ้น เพราะไม่สามารถที่จะติดตามทวงหนี้ได้เหมือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม หลังจากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้จะต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลบริษัทติดตามหนี้ รวมทั้งจะมีการออกกฎระเบียบให้บริษัทติดตามทวงหนี้มาขึ้นทะเบียน โดยชมรมติดตาม
ทวงหนี้ที่เป็นธรรมก็เตรียมที่จะยกระดับจากชมรมขึ้นเป็นสมาคม
ทั้งนี้ ปัจจุบันชมรมมีบริษัทติดตามหนี้เป็นสมาชิกประมาณ 20 บริษัท แต่ถือว่ามีส่วนแบ่งตลาดการรับจ้างติดตามทวงหนี้ ประเภทสินเชื่อบุคคลจากธนาคารพาณิชย์ 100% และมีส่วนแบ่งตลาดติดตามหนี้ประเภทสินเชื่อลิสซิ่ง เช่าซื้อรถยนต์ ประมาณ 50-60% ของพอร์ตเอ็นพีแอลที่เป็นลิสซิ่งรถยนต์ทั้งหมด
สำหรับสาระสำคัญ พ.ร.บ.ทวงหนี้ฉบับใหม่ จะครอบคลุมการทวงหนี้ทั้งในระบบ นอกระบบ ห้ามใช้ความรุนแรง วาจา ภาษาดูหมิ่น และเปิดเผยหนี้แก่ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือก่อความรำคาญ ห้ามทวงหนี้กับคนอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้ เป็นต้น







