
Eden Fresh Fruit พลิกงานวิจัยสร้างธุรกิจ
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
อีกหนึ่งสตาร์ทอัพ ทีมนักศึกษา “Eden Fresh Fruit” จากสถาบันศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่นำเสนอแผนธุรกิจพร้อมคว้าแชมป์รายการแรกการประกวดแผนธุรกิจในเวลา 60 วินาที ชนะคู่แข่งที่เป็นนักศึกษาจากทั่วภูมิภาคเอเชีย 12 ทีมจาก 9 ประเทศ เข้าร่วมการแข่งขันโครงการประกวดแข่งขันแผนธุรกิจระดับเอเชีย Asia Venture Challenge 2015 ครั้งล่าสุด
นรภัทร เผ่านิ่มมงคล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท Eden Fresh Fruit Solution เล่าที่มาแนวคิดธุรกิจที่ต่อยอดมาจากผลงานวิจัยของ ผศ.ดร.โศรดา กนกพานนท์ ดร.อภิตา บุญศิริ และผู้ช่วยวิจัย ชารีฟ อินทพันธ์ ที่คิดค้นกระบวนการ (โซลูชั่น) กักเก็บน้ำและความสดของผลไม้เมืองร้อน (ทรอปิคอล ฟรุต) ประเภทต่างๆ ไว้ได้ โดยไม่สูญเสียรสชาติความสด ความหวาน และความกรอบของผลไม้ไปแต่อย่างใด ภายใต้เทคโนโลยีโซลูชั่น อีเดน เฟรช ฟรุต ที่ไร้สี กลิ่น และรสชาติ
สำหรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ทางทีมได้รับสิทธิจากสถาบันทรัพย์สินทางปัญญาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้นำมาขยายผลต่อได้ในเชิงพาณิชย์ เพื่อแก้ปัญหาและยังจะเป็นกระบวนการเข้ามาทดแทนวิธีการเดิมที่มีการใช้น้ำเกลือเพื่อถนอมความสด และป้องกันความคล้ำของเนื้อผลไม้เมื่อโดนอากาศหลังจากถูกตัดแต่ง (ฟรุต คัต) แต่มีข้อด้อย คือ น้ำเกลือนั้นจะทำให้รสชาติของผลไม้เพี้ยนไปจากน้ำเกลือที่นำมาใช้ด้วยเช่นกัน
ขณะที่ผลิตภัณฑ์ Eden Fresh Fruit Solution นั้น สามารถช่วยถนอมความสดของผลไม้จากสภาวะปกติได้ 3-5 เท่า หรือภายใต้สภาวะเหมาะสมเฉลี่ย 15 วัน
ซึ่งนั่นหมายถึงว่าเป็นโอกาสช่วยให้เจ้าของสินค้าลดต้นทุนทางธุรกิจจากการขนส่งกระจายสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศได้ด้วยเช่นกัน ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถควบคุมต้นทุนธุรกิจที่ต่ำลงได้อีก
โดยกลุ่มเป้าหมายหลักในการทำตลาดจะเป็น “ธุรกิจต่อธุรกิจ” (บีทูบี) ในกลุ่มผู้ค้าส่งผลไม้ที่นำเข้าไปขายในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ต่างๆ ในประเทศ รวมถึงผู้ส่งออกผลไม้ไทย
ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นของเหลว นำไปใช้ใน 2 รูปแบบหลัก คือ การจุ่มเคลือบ (ดิป) และการพ่น (สเปรย์) ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า เพื่อถนอมความสดให้กับผลไม้เศรษฐกิจของไทยต่างๆ และในอนาคตเตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปใช้ถนอมความสดของอาหารกลุ่มใหม่ๆ เช่น ผักและเนื้อสัตว์บางชนิด เพื่อยืดอายุในการเก็บไว้รับประทานได้นานขึ้นในอนาคตด้วย
นรภัทร กล่าวว่า ในปีแรกทางทีมจะทำตลาดเชิงรุกภายในประเทศ จากนั้นในปีที่ 2-3 เตรียมวางแผนขยายตลาดส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ที่มองว่าตลาดนี้ยังมีความต้องการผลิตภัณฑ์ประเภทนี้สูง โดยวางเป้ารายได้ในปีแรกไว้ 8 แสนเหรียญสหรัฐ และเพิ่มขึ้นในปีถัดไปตามลำดับ
นับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจตั้งต้นของคนรุ่นใหม่ ที่ดึงงานวิจัยมาต่อยอดการทำธุรกิจในกลุ่มสินค้าที่ใกล้ตัว และที่สำคัญยังมีโอกาสได้รับสิทธิการส่งเสริมด้านภาษีที่ได้รับยกเว้นด้านงานวิจัย จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในอนาคตอีกด้วย







