
แนะรัฐล็อกดอกเบี้ย
กสิกรไทย แนะรัฐล็อกต้นทุนเมกะโปรเจกต์ หลังกนง.ลดดอกเบี้ย เตรียมหั่นจีดีพีเหลือ 2.5-3.5%
กสิกรไทย แนะรัฐล็อกต้นทุนเมกะโปรเจกต์ หลังกนง.ลดดอกเบี้ย เตรียมหั่นจีดีพีเหลือ 2.5-3.5%
นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า มติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เหลือ 1.75% คุมได้เพียงดอกเบี้ยระยะสั้น แต่ดอกเบี้ยระยะยาวในประเทศมีแนวโน้มปรับขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ รัฐบาลจึงควรรีบล็อกต้นทุนเงินกู้และดอกเบี้ยจ่ายที่จะใช้ในโครงการระยะยาวเพื่อการก่อสร้างสาธารณูปโภค ในช่วงนี้ที่อัตราดอกเบี้ยยังไม่แพงมาก
ปัจจุบันพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.7% ส่วนดอกเบี้ย 10 ปี ของสหรัฐอยู่ที่ 2.1-2.2% ส่วนต่างเพียง 0.6% ไม่จูงใจนักลงทุนอยู่แล้ว หากสหรัฐส่งสัญญาณในช่วงเดือน มิ.ย. ว่าจะขึ้นดอกเบี้ย ดอกเบี้ยระยะยาวของไทยจะเริ่มปรับขึ้นตาม และเมื่อรวมค่าความเสี่ยงเครดิต (Risk Premium) ที่สูงขึ้นของประเทศกำลังพัฒนา จะยิ่งกดดันต้นทุนการเงินโครงการระยะยาวของรัฐ ทำให้ต้องระดมทุนในอัตราดอกเบี้ยที่แพงขึ้น
ทั้งนี้ การลดดอกเบี้ยของ กนง. ส่งผลทันทีต่อเงินบาทให้อ่อนค่าลงประมาณ 30 สตางค์ แต่ยังแข็งค่ามากกว่าสกุลเงินคู่ค้า เนื่องจากไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจากราคาน้ำมันที่ลดลง แต่ระยะต่อไปเงินบาทมีแนวโน้มงอ่อนค่า เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยไทย-สหรัฐแคบลง ส่งผลให้เงินทุนไหลออกโดยเฉพาะจากพันธบัตรกระทรวงการคลัง โดยคาดว่าสิ้นปีนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวที่ 34 บาท/เหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยครั้งนี้มีผลต่อเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย และไม่ช่วยกระตุ้นสินเชื่อมากนัก โดยสินเชื่อภาคเอกชนจะกลับมาต่อเมื่อภาครัฐเริ่มลงทุน การกระตุ้นเศรษฐกิจจึงควรเพิ่มประสิทธิภาพด้านนโยบายการคลังจะดีกว่า โดยการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่ขณะนี้เบิกจ่ายได้เพียง 13% ของงบลงทุน
ด้านสินเชื่อรายย่อยจะโตได้ไม่มาก เพราะหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 85% ของจีดีพี ด้านสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากอยู่ในระดับเหมาะสม 95-96% ไม่ได้เป็นตัวเร่งให้ธนาคารต้องปล่อยสินเชื่อ จึงจะเห็นการส่งผ่านการลดดอกเบี้ยรอบนี้ไม่เต็มที่
สำหรับผลการลดดอกเบี้ย แม้จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง แต่ช่วยการส่งออกได้ระยะสั้น แนวโน้มการส่งออกยังชะลอตัวตามเศรษฐกิจโลก คาดว่าจะโต 1-2% จากเดิม 3% ศูนย์วิจัยฯ จึงเตรียมปรับลดการเติบโตเศรษฐกิจปีนี้เหลือ 2.5-3.5% จากเดิม 4% เนื่องจากหนี้ครัวเรือนสูงและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้กำลังซื้อไม่ฟื้น







