
คมนาคมเร่งเปิดระบบตั๋วโดยสารร่วมภายในม.ค.59
"ประจิน" เร่งเปิดบริหารตั๋วร่วม ม.ค. 59 เร็วกว่าแผน 6 เดือน บัตรเดียวใช้ได้ทั้งทุกระบบทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ ทางด่วน และเรือโดยสาร
"ประจิน" เร่งเปิดบริหารตั๋วร่วม ม.ค. 59 เร็วกว่าแผน 6 เดือน บัตรเดียวใช้ได้ทั้งทุกระบบทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ ทางด่วน และเรือโดยสาร
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เปิดเผยในงานเปิดแผนเดินหน้าระบบตั๋วร่วมและมาตรฐานบัตรว่า ในเดือนม.ค.ปี 2559 กระทรวงคมนาคมจะเปิดทดสอบการให้บริการระบบตั๋วร่วม เนื่องจากรัฐบาลต้องการเร่งอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้กับประชาชน ซึ่งในอนาคตจะสามารถใช้บัตรเพียงใบเดียวแต่สามารถเดินทางครอบคุลมทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ รถไฟฟ้าในเมือง รถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ทางด่วน และเรือโดยสาร ตั้งเป้าหมายภายในปี 2560-2561 รถไฟฟ้าทุกเส้นทางจะสามารถให้บริการตั๋วร่วมได้ทั้งหมด
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า การจัดทำระบบตั๋วร่วมจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการด้านบุคลากรให้กับผู้ประกอบการที่เข้ามาเป็นผู้ให้บริการขนส่งผ่านระบบตั๋วร่วมจากปัจจุบันมีต้นทุนดังกล่าวประมาณ 3% จะเหลือเพียง 1% ดังนั้นในอนาคตอาจจะพิจารณาปรับลดค่าโดยสารลงตามต้นทุนบริหารจัดการที่ต่ำลงซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนผู้ใช้บริการด้วย
นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.)กล่าวว่า การพิจารณาปรับลดค่าโดยสารดังกล่าวเป็นอำนาจของคณะกรรมการระดับชาติที่มีรมว.คมนาคม เป็นประธาน โดย สนข.จะเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาอนุมัติจัดตั้งในอีก 2 สัปดาห์
นายเผด็จ ประดิษฐ์เพชร ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม สนข. กล่าวว่า สนข.จะเปิดให้บริการตั๋วร่วมได้เร็วกว่าเป้าหมายเดิมประมาณ 6 เดือน คือ เลื่อนมาเปิดให้บริการได้ในเดือนม.ค. 2559 จากเดิมจะเปิดบริการเดือนส.ค.2559 ส่วนการพิจารณาปรับลดค่าโดยสาร เบื้องต้นอาจจะพิจารณาปรับลดราคาในส่วนของอัตราค่าแรกเข้าของบัตรโดยสารประเภทต่างๆลงประมาณ 10-20% โดยปัจจุบันรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟฟ้าใต้ดิน จัดเก็บค่าแรกเข้าใช้บริการในอัตราใบละ 15 บาท
สำหรับการบริหารระบบตั๋วร่วมนั้น สนข.เตรียมเสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติจัดตั้งบริษัทจำกัดขึ้นมาทำหน้าที่บริหารจัดการ โดยรัฐบาลจะถือหุ้นไม่เกิน 50% ส่วนที่เหลือจะเปิดให้เอกชนทั้งในและต่างประเทศสามารถเข้าแข่งขันประมูลเพื่อร่วมทุนได้ เบื้องต้นจะมีเม็ดเงินลงทุนจัดตั้งบริษัทประมาณ 559 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ คือ 1.ปรับปรุงและพัฒนาระบบบริหารจัดการผู้เดินรถที่เข้าร่วม จำนวน 244 ล้านบาท แบ่งเป็นบีทีเอส 93.7 ล้านบาท รถไฟฟ้าใต้ดิน 88.2 ล้านบาท และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ 62.3 ล้านบาท ซึ่งจำนวนเงินลงทุนจะมากหรือน้อยพิจารณาจากจำนวนสถานีและช่องทางเข้าออกในการใช้บริการ 2.ติดตั้งระบบตั๋วร่วม 115 ล้านบาท 3.การจัดจ้างบุคคลากรบริหาร 50 ล้านบาท 4.การพัฒนาระบบซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ระบบตั๋วร่วม 50 ล้านบาท และ 4.ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน100 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการประมาณการงบที่จะใช้บริหารจัดการระบบต่อเนื่องอีกปีละ160 ล้านบาท
นายกีรติ กิจมานะวัฒน์ ที่ปรึกษาโครงการดำเนินงานบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม สนข. กล่าวว่า ได้ตั้งเป้าหมายผู้ใช้บริการประมาณ 60% ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯจะต้องมีบัตรตั๋วร่วมเพื่อใช้บริการขนส่งสาธารณะและซื้อสินค้า โดยจะเปิดจำหน่ายบัตรให้หลากหลายทั้งที่สถานีรถไฟฟ้า ร้านสะดวกซื้อ และป้ายรถเมล์ เป็นต้น จากนั้นเมื่อระบบขนส่งสาธารณะครอบคลุมไปถึงเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา และภูเก็ต ก็จะสามารถใช้บริการตั๋วร่วมได้ด้วย







