
นายกฯ สั่งเบรกใช้ภาษีที่ดินฯ
"ประยุทธ์" สั่งชะลอภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พร้อมให้ศึกษาโครงสร้างที่เหมาะสมระยะยาว ไม่ให้เกิดผลกระทบประชาชน
"ประยุทธ์" สั่งชะลอภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พร้อมให้ศึกษาโครงสร้างที่เหมาะสมระยะยาว ไม่ให้เกิดผลกระทบประชาชน
เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้มีคำสั่งระหว่างการประชุมร่วมระหว่างประธานและฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการขับเคลื่อนชุดต่างๆ 5 คณะว่า ให้ชะลอการใช้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกไปก่อน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาโครงสร้างที่เหมาะสมในระยะยาวโดยศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายในต่างประเทศด้วย เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนโดยเฉพาะในขณะนี้ที่เศรษฐกิจยังมีปัญหา จึงขอให้ชะลอเรื่องนี้ออกไป ส่วนจะให้ชะลอออกไปนานแค่ไหนนั้นยังไม่มีกำหนด
ทั้งนี้ ข้อคำสั่งของนายกรัฐมนตรีมีขึ้นหลังจากที่กระทรวงการคลังได้รายงานต่อที่ประชุมถึงแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีในภาพรวม พล.อ.ประยุทธ์ จึงได้สั่งการว่าให้ไปดูเรื่องนี้ให้รอบด้านก่อน และเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้แสดงความเป็นห่วงมาตั้งแต่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่10 มี.ค.2558 ซึ่งได้สั่งการให้กระทรวงการคลังไปอธิบายให้สังคมเข้าใจเรื่องโครงสร้างภาษีในภาพรวม
ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลมีนโยบายที่จะเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำ ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า เนื่องจากรัฐบาลเห็นว่าได้มีการดำเนินการเกี่ยวกับภาษีไปบางส่วนแล้วเช่นภาษีมรดก และปัจจุบันก็มีการเก็บภาษีโรงเรือนอยู่ มีช่องทางอื่นที่รัฐจัดเก็บภาษีที่สามารถไปเพิ่มความเข้มข้นของการจัดเก็บในส่วนต่างๆ ดังกล่าวได้
“จริงๆเรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการหารือภายในแต่เมื่อมีข่าวออกมาแล้วจึงมีการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ยังไม่พร้อม ตอนนี้ยังมีประชาชนผู้มีรายได้น้อย ยังต้องศึกษาส่วนต่างๆ ว่าเมื่อดำเนินการแล้วจะไม่กระทบประชาชนในระยะยาว ส่วนนานแค่ไหนนั้นยังไม่มีกำหนดให้ดูสถานการณ์เศรษฐกิจอีกครั้ง” ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าว
ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า พร้อมกันนี้คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(กขย.) ชุดที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธาน ได้เสนอแนวทางการการให้ความช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ซึ่งมาตรการนี้จะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติในวันที่ 17 มี.ค. โดยจะประกอบด้วยโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Policy Loan)ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.)หรือเอสเอ็มอีแบงก์ โดยจะให้กระทรวงการคลังชดเชยดอกเบี้ยให้ ธพว.ในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของโครงการนี้คือ เอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว เอสเอ็มอีเริ่มต้นกิจการใหม่ที่มีนวัตกรรม กลุ่มที่มีศักยภาพที่จะที่จะเติบโตไปสู่ธุรกิจขนาดกลางและกลุ่มที่มีวัตถุประสงค์จะขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดเออีซี
นอกจากนี้ยังมีมาตรการเสริมต่างๆ เช่น มาตรการในส่วนของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่จะมีสัดส่วนความรับผิดชอบในการจ่ายค่าประกันชดเชยเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันไม่เกิน 18% ซึ่งจะมีการเสนอเข้าสู่ครม.ว่าจะมีการปรับเพิ่มในส่วนนี้ได้อีกเท่าไหร่ โดยจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของพอร์ตที่ให้การค้ำประกันเฉพาะลูกหนี้รายใหม่ทั้งที่ให้กู้ยืมภายในโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและการให้กู้ยืมของธนาคารอื่นๆ ด้วย โดยขอให้รัฐบาลจ่ายค่าชดเชยให้ บสย.ในส่วนที่เกินจากค่าธรรมเนียม
ขณะเดียวกันยังมีโครงการให้สินเชื่อเอสเอ็มอีในการปรับปรุงและปรับเปลี่ยนเครื่องจักร อุปกรณ์ และระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการดำเนินธุรกิจ และรองรับการขาดแคลนแรงงานในอนาคต โดยจะช่วยเหลือชดเชยดอกเบี้ยให้กับเอสเอ็มอีที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อ โดยทางสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.)และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจะช่วยทำหน้าที่คัดกรองเอสเอ็มอีเข้าร่วมโครงการและประสานงานกับหน่วยงานที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีเพื่อพิจารณาความเหมาะสมต่อไป
ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบเกี่ยวกับกรณีที่มีกระแสข่าวว่ารถไฟฟ้าบีทีเอสจะขึ้นค่าโดยสาร ซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายบริหารของบีทีเอสได้ย้ำแล้วว่าไม่มีแผนที่จะปรับขึ้นค่าโดยสารในขณะนี้แม้ตามข้อตกลงจะสามารถพิจารณาปรับเพิ่มค่าโดยสารได้ในทุกๆ 18 เดือน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เอสเอ็มอีนั้น กำหนดวงเงินสินเชื่อเบื้องต้นไว้ที่ 15,000 ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังจะชดเชยดอกเบี้ยให้ 3% ขณะที่โครงการสินเชื่อเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักร จะให้การช่วยเหลือดอกเบี้ยครึ่งหนึ่ง แต่ไม่เกิน 5% เป็นเวลา 5 ปี วงเงินสนับสนุนต่อรายไม่เกิน 20 ล้านบาท งบประมาณรวมค่าดอกเบี้ยประมาณ 4,000 ล้านบาท และค่าบริหารจัดการประมาณ 200 ล้านบาท







