
ช่วยเกษตรกรมานาน "จนพื้นฐาน" ไม่ขยับ
ปีนี้ถือเป็นอีกปีที่ภาคเกษตรของไทยต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ มากมาย ทั้งจากปัจจัยภายในและปัจจัยเศรษฐกิจนอกประเทศ
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์
ปีนี้ถือเป็นอีกปีที่ภาคเกษตรของไทยต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ มากมาย ทั้งจากปัจจัยภายในและปัจจัยเศรษฐกิจนอกประเทศ
ล่าสุด ภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า ในปี 2558 ภาคเกษตรของไทยจะต้องเผชิญกับปัญหาการส่งออกสินค้าเกษตรที่ยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจในประเทศอุตสาหกรรมหลักๆ ที่มีแนวโน้มซบเซาต่อเนื่อง
“แม้ว่าเศรษฐกิจจีนและสหรัฐ รวมทั้งกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่จะมีทิศทางดีขึ้น แต่ยังต้องจับตารัสเซีย ยุโรป และญี่ปุ่น เพราะการที่เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ยังคงมีแนวโน้มซบเซาต่อไป จะมีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยไปในตลาดโลก”
ภูมิศักดิ์ ยังระบุว่า การจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ (New World Order) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างมหาอำนาจเก่าและมหาอำนาจใหม่ การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการใช้เครื่องมือใหม่ๆ ในการกีดกันการค้าระหว่างประเทศจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยได้ เช่นเดียวกับค่าเงินบาทที่คาดว่าจะอ่อนค่าลงสู่ระดับ 32-34 บาท/เหรียญสหรัฐ ในปีนี้ จะส่งผลต่อราคาส่งออกสินค้าเกษตรจากไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้
ที่สำคัญแม้ไทยจะเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรส่งออกอันดับต้นๆ ของโลก แต่ในปัจจุบันมีประเทศอื่นๆ เช่น เวียดนาม พม่า และกัมพูชา สามารถเพิ่มผลผลิตสินค้าเกษตรและส่งออกสู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้น ในขณะที่ความต้องการสินค้าเกษตรของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามภาวะเศรษฐกิจของโลก จึงทำให้เกิดการแข่งขันในตลาดการส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น
แม้จะมีโอกาสในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่กลับพบว่าปัญหาหนี้สินของครัวเรือนกลายเป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญ ที่จะส่งผลต่อการผลิตสินค้าเกษตรและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งพบว่าหนี้สินครัวเรือนทั้งภาคเกษตรและนอกภาคเกษตรถือว่าอยู่ในอัตราที่สูงพอสมควร
ชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ทำข้อมูลบูรณาการความยากจน ร่วมกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อบูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐและการใช้ประโยชน์ร่วมกัน เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับกำหนดนโยบายในอนาคต
ทั้งนี้ ในการจัดทำจะใช้เกณฑ์พิจารณาจาก 1.จำนวนที่ดิน ซึ่งปกติรายย่อยจะอยู่ประมาณ 10-15 ไร่ 2.จากภาระหนี้สิน 3.จากรายได้ภาคเกษตร อย่างไรก็ตามทั้งหมดยังไม่สรุปว่าจะใช้ตัวเลขเท่าไหร่เป็นเกณฑ์ จะได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเปรียบเทียบทางเศรษฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลความยากจนของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า เกษตรกรของไทยมีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/ครัวเรือน/ปี มีจำนวนเกษตรกรสูงถึง 2 ล้านครัวเรือน หรือมีรายได้ประมาณ 2,500 บาท/เดือน/ครัวเรือน
เท่ากับตัวเลขของความจำเป็นขั้นพื้นฐาน (จปฐ.) ที่เก็บข้อมูลจากการสำรวจสำมะโนประชากรและการสุ่มสำรวจ ที่ระบุว่ารายได้ความยากจนของประชากรไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 3 หมื่นบาท/ราย
“เราก็ยอมรับว่า เกษตรกรเรายากจนจริง แต่ก็เห็นว่าการสำรวจของหน่วยงานอื่นอาจจะยังไม่ละเอียดพอ เพราะเขาใช้การสำรวจแบบสุ่มตัวอย่าง ในขณะที่การสำรวจโดยกรมส่งเสริมการเกษตรใน 5 ล้านครัวเรือนภาคเกษตร ที่กำลังทำจะสะท้อนตัวเลขที่แท้จริงออกมาชัดเจนกว่านี้ มีการคำนวณจากปริมาณผลผลิต คูณราคาที่ขายได้ และหารด้วยจำนวนเกษตรกรในกลุ่มพืชนั้น เป็นต้น เพราะฉะนั้นรายได้ของภาคเกษตร คาดว่ารายได้น่าจะอยู่ที่ประมาณตัวเลข 3 หมื่นบาท/ครัวเรือน/ปี บวกลบเล็กน้อย” ชวลิต กล่าว
ชวลิต มั่นใจว่า จากนี้ไปข้อมูลกลุ่มเกษตรกรจะแยกว่ากลุ่มข้าวมีกี่ราย กลุ่มที่เป็นคนจนมีกี่ราย รายได้ประมาณเท่าไหร่ ก็จะมองชัดขึ้น เวลารัฐบาลจะคิดโครงการอะไรก็จะได้ตระหนักว่าจะเป็นภาระงบประมาณหรือไม่ จำแนกได้ว่ากลุ่มนี้ยากจน การช่วยเหลือจะเป็นในลักษณะช่วยเหลือแบบจ่ายขาด หรือช่วยเหลือเฉพาะปัจจัยการผลิต หรือกลุ่มไหนควรจะให้เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือจะช่วยในเรื่องของสวัสดิการ
สิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งช่วยเหลือคือปัญหาหนี้สินเกษตรกร เพราะเป็นตัวถ่วงสำคัญของเกษตรกรที่ยากจนจริงๆ โดยล่าสุดกระทรวงเกษตรฯ เสนอให้ยกหนี้ 4,500 ล้านบาท ซึ่งน่าจะเข้าคณะรัฐมนตรี
วันที่ 18 มี.ค.นี้
ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนได้ว่า การช่วยเหลือเกษตรกรที่ผ่านมาเป็นการปะผุเท่านั้น ความจนพื้นฐานยังกัดกินเกษตรกรไทย







