
โออิชิซื้อกิจการหนุนโต
โออิชิใช้การซื้อกิจการเป็นตัวเสริมการเติบโตเลิกแข่งทุ่มงบการตลาด ออฟฟิศเมทคาดรายได้แตะ 1 หมื่นล้านบาท
โออิชิใช้การซื้อกิจการเป็นตัวเสริมการเติบโตเลิกแข่งทุ่มงบการตลาด ออฟฟิศเมทคาดรายได้แตะ 1 หมื่นล้านบาท
นายมารุต บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป (OISHI) เปิดเผยว่า กลยุทธ์การเติบโตของบริษัทจากนี้ไปนอกจากจะอาศัยการเติบโตจากธุรกิจที่มีอยู่ (ออร์แกนิกโกรท) บริษัทยังคาดหวังการเติบโตจากการซื้อกิจการ (อินออร์แกนิกโกรท) ด้วย โดยให้ความสนใจในธุรกิจที่มีกลิ่นอายญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่ม อาหาร ขนมขบเคี้ยว (สแน็ก)
ทั้งนี้ จะต้องเป็นแบรนด์ที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคในระดับหนึ่งแล้ว และจะต้องมีขนาดของธุรกิจใหญ่เพียงพอในการที่จะเข้ามาเสริมหรือต่อยอดการเติบโตให้กับโออิชิ กรณีเป็นธุรกิจอาหารจะต้องมีระดับของยอดขาย 100 ล้านบาท/ปี หากเป็นเครื่องดื่มจะต้องมีรายได้ 1,000 ล้านบาท/ปี
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีการเจรจากับผู้ประกอบการหลายรายแต่ยังไม่มีข้อสรุป ดังนั้นคงไม่สามารถระบุได้ว่า ในปีนี้จะเจรจาสำเร็จได้กี่ราย แต่บริษัทได้จัดสรรเงินส่วนหนึ่งรองรับการซื้อกิจการไว้ แต่เงินลงทุนดังกล่าวไม่ได้รวมในแผนลงทุนปีนี้ 900 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็น 600 ล้านบาท จะใช้เพื่อการเปิดสาขาใหม่ และ 200 ล้านบาท ปรับปรุงสาขาเดิมที่มีอยู่และลงทุนอื่นๆ อีกประมาณ 100 ล้านบาท
นอกจากนี้ เป้าหมายรายได้ในปี 2558 ตั้งอยู่บนสมมติฐานธุรกิจเดิมที่มีอยู่ยังไม่ได้นับรวมผลดีจากการเข้าซื้อกิจการ คาดว่าจะมีรายได้ 1.55 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 25% จากปี 2557 ที่มีรายได้ 1.24 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจอาหาร 8,500 ล้านบาท เติบโต 29% และธุรกิจเครื่องเดิม 7,000 ล้านบาท เติบโต 21%
สำหรับในปีนี้ บริษัทคาดว่าความสามารถในการทำกำไรดีขึ้น โดยอัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิน่าจะเพิ่มขึ้น 2% จากปี 2557 อยู่ที่ 33.9% และ 4.2% ตามลำดับ เนื่องจากการจัดโปรโมชั่นจะทำแบบมีเหตุมีผลมากขึ้น ไม่ทุ่มตามคู่แข่งเหมือนที่ผ่านมา
นายมารุต กล่าวอีกว่า โออิชิให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียนและตั้งเป้าหมายต้องการเป็นผู้นำในกลุ่มประเทศเหล่านี้ ที่ผ่านมาได้เริ่มส่งออกสินค้าไปยังมาเลเซีย ลาว กัมพูชา และปีนี้จะเริ่มส่งสินค้าไปยังเวียดนามและพม่า โดยคาดหวังว่าสัดส่วนรายได้จากการส่งออกจากปัจจุบันไม่ถึง 10% ภายในปี 2563 จะเพิ่มขึ้นเป็น 55% ของรายได้รวมในขณะนั้นที่คาดว่าจะอยู่ที่ 4.3 หมื่นล้านบาท และรายได้ในประเทศจะอยู่ที่ 45%
นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ออฟฟิศเมท (OFM) กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทคาดว่ารายได้จะเกินระดับ 1 หมื่นล้านบาทได้ หรือเติบโต 15% จากปี 2557 ที่มีรายได้ 9,208 ล้านบาท อัตราการเติบโตดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานกรณีไม่มีปัญหาการเมือง ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสแรกยอดขายของบริษัทเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนถือว่ามีแนวโน้มที่ดี
สำหรับความสามารถในการทำกำไรปีนี้น่าจะมีแนวโน้มที่ดีเช่นกัน โดยคาดว่าอัตรากำไรสุทธิปีนี้จะสูงกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ระดับ 4.8% ผลจากปรับปรุงสาขาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขาย รวมถึงเพิ่มสินค้าที่มีส่วนต่างกำไรสูงและแนวโน้มจากธุรกิจออนไลน์เริ่มดีขึ้นขาดทุนลดลงและจะเป็นฐานธุรกิจสำคัญของบริษัทในอนาคต ประเมินว่าการลงทุนขายสินค้าออนไลน์จะถึงจุดคุ้มทุนภายใน 5 ปี หรือมีรายได้แตะ 2,000 ล้านบาท
ในปีนี้บริษัทจะจัดสรรเงินไว้ประมาณ 500-1,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการร่วมลงทุน (เวนเจอร์แคปปิตอล) ในธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยี หากเป็นเทคโนโลยีที่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมธุรกิจออนไลน์จะเข้าลงทุนในสัดส่วน 75% แต่หากเป็นเทคโนโลยีไม่จำเป็นต่อธุรกิจจะเข้าลงทุนในสัดส่วน 25% เพื่อป้องกันเทคโนโลยีจะรั่วไหลไปยังคู่แข่งทางธุรกิจ
เงินลงทุนดังกล่าวไม่นับรวมกับงบลงทุนปกติของบริษัทในปีนี้ตั้งไว้ 500 ล้านบาท โดยหลักจะใช้ขยายสาขาของออฟฟิศเมทและ B2S อย่างละ 8 แห่ง รวมถึงใช้เพื่อพัฒนาระบบไอทีรองรับการขายสินค้าออนไลน์
สำหรับการลงทุนต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้กระทบต่อฐานะการเงินของบริษัท เพราะปัจจุบันมีกระแสเงินสดเหลือจำนวนมากประมาณ 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทเตรียมจะดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนรูปแบบโลจิสติกส์ของประเทศคาดว่าจะเปิดเผยรายละเอียดได้ประมาณกลางปีนี้
นายวรวุฒิ กล่าวอีกว่า บริษัทเตรียมจะเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เซ็นทรัล ออนไลน์ กรุ๊ป และเปลี่ยนชื่อย่อเป็น COL และจะมีการขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 3 เม.ย.นี้ สาเหตุของการเปลี่ยนชื่อเพื่อให้สะท้อนกับทิศทางธุรกิจของบริษัทในการเป็นผู้ให้บริการจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ และที่ผ่านมาในสายตาของนักลงทุนต่างประเทศมองว่าการให้บริการจำหน่ายสินค้าเครื่องใช้สำนักงานเป็นธุรกิจที่ไม่มีการเติบโตแล้ว







