
ดอกเบี้ยลด ฉุดกำไรแบงก์-ประกัน
โดย...บล.เอเซีย พลัส
โดย...บล.เอเซีย พลัส
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส วิเคราะห์ว่า ผลการที่่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.75% น่าจะทำให้เห็นกำไรลดลงของ 2 กลุ่มธุรกิจ คือ ประกันและธนาคารพาณิชย์ แต่กำไรกลุ่มลีสซิ่งเพิ่มขึ้น
กลุ่มประกัน 4 บริษัท จากการศึกษาบริษัทจดทะเบียน คือ บริษัท กรุงเทพประกันภัย (BKI) บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ (THRE)บริษัท ไทยรี ประกันชีวิต (THREL) มีแนวโน้มทำกำไรต่ำกว่าประมาณการราว 1,000 ล้านบาท หรือต่ำกว่าประมาณการเดิม 5% แต่กระทบต่อตลาดน้อย เพราะกำไรกลุ่มประกันคิดเป็นเพียง 2% ของกำไรรวมของตลาดและผลกระทบน่าจะน้อยกว่ากลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีสัดส่วน 25.6% ของตลาดรวม
ผลกระทบจากดอกเบี้ยที่ลดลง 0.25% อาจจะทำให้กำไรกลุ่มธนาคารพาณิชย์หายไป 1.55 หมื่นล้านบาท หรือ 0.67% โดยรวมแล้วหากพิจารณาผลกระทบของทั้งสองกลุ่มแล้ว คาดว่าจะกดดันกำไรตลาดไม่เกิน 1.7% ของประมาณการเดิมจาก 103.65 บาท เหลือ 101.88 บาท/หุ้น
ทั้งนี้ คาดว่าธนาคารพาณิชย์ที่จะได้รับผลกระทบสูงสุดกรณีอัตราดอกเบี้ยปรับตัวลดลงคือธนาคารกรุงไทย (KTB) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) และบริษัท ทุนธนชาต (TCAP) เนื่องจากมีโครงสร้างสินเชื่อที่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวในสัดส่วนที่สูงกว่า โครงสร้างแหล่งเงินทุนที่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวหรือในอีกมุมหนึ่ง หากไม่ได้มีสัดส่วนโครงสร้างสินเชื่อ โครงสร้างเงินฝากและเงินกู้ยืมเป็นดังกล่าวข้างต้น แต่มีสถานภาพในตลาดเงินเป็นผู้ให้กู้ยืมสุทธิเป็นจำนวนมาก ก็จะได้รับผลกระทบในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยเป็นทิศทางขาลง
ธนาคารที่จะได้รับผลบวกมากที่สุด คือ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ธนาคารเกียรตินาคิน (KKP) และบริษัท ทิสโก้ ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) ด้วยเหตุผลที่ตรงข้ามกับที่กล่าวมา
กลุ่มธนาคารพาณิชย์มีปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้กำไรไม่สามารถเป็นไปตามเป้าหมายได้นั้น ซึ่งเกิดจากปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยหากยังมีโอกาสลดลง จากปัจจุบันเชื่อว่าจะกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำกำไร คือในส่วนของส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และกำไรสุทธิปี 2558 โดยอ้างอิงจากงบการเงิน ณ สิ้นปี 2557 ได้แก่ สินเชื่อสุทธิ เงินฝาก ตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืม เงินให้สินเชื่อและเงินกู้ยืมระหว่างธนาคารพบว่าทุกๆ 0.25% ที่อัตราดอกเบี้ยลดลงจะทำให้คาดการณ์ NIM ลดลง 1.11% จากคาดการณ์ปัจจุบันที่ 3.137% มาที่ 3.126% และทำให้คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2558 ของกลุ่มปรับตัวลดลง 0.67% จากคาดการณ์ปัจจุบันที่ 2.25 แสนล้านบาท หรือน่าจะหายไปราว 1.55 หมื่นล้านบาท
ตรงข้ามกับกลุ่มเช่าซื้อ พบว่ากรณีอัตราดอกเบี้ยลดลงทุก 0.25% จะทำให้คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2558 ของกลุ่มเพิ่มขึ้น 0.78% จากคาดการณ์ปัจจุบัน โดยผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุด 3 ลำดับแรกคือ บริษัท เอเชียเสริมกิจลีสซิ่ง (ASK) บริษัท กรุ๊ปลีส (GL) และบริษัท เมืองไทยลิสซิ่ง (MTLS)
เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ มีการพึ่งพาหนี้สินถูกกำหนดเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเป็นจำนวนมาก (ส่วนที่เป็นฐานต้นทุนลดลง) เทียบกับสินเชื่อ (ส่วนที่เป็นรายได้ดอกเบี้ย) ซึ่งมีสัดส่วนที่เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ในปริมาณสูงเช่นกัน (รายได้ไม่ได้ลดตามดอกเบี้ยที่ลง) ยกเว้นบริษัทบางบริษัทที่มิได้มีโครงการเงินดังกล่าว จึงไม่ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ชัดเจน เช่น IFS แต่ก็ไม่ได้มีนัยสำคัญ เพราะแม้จะมีสัดส่วนของหนี้สินที่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวจำนวนมาก (ต้นทุนการเงิน ลดลงตามดอกเบี้ยตลาด) แต่พบว่าทางด้านสินเชื่อ มีส่วนที่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวเช่นกัน (รายได้ดอกเบี้ยรับลดลง ตามดอกเบี้ยที่ลงเช่นกัน) แต่สินเชื่อ (ดอกเบี้ยลอยตัว) มีสัดส่วนที่น้อยกว่าด้านหนี้สิน
จึงส่งผลกระทบต่อคาดการณ์ NIM และกำไรสุทธิปี 2558 ของบริษัท ไอเอฟเอส แคปปิตอล (ประเทศไทย) (IFS ไม่มากนัก ผลบวกกลุ่มนี้จึงไม่สามารถหักล้างผลลบจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้กลุ่มประกัน เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความเสี่ยงในภาวะดอกเบี้ยขาลง เช่นเดียวกับกลุ่มธนาคารพาณิชย์







