
สมาคมขายตรงกระทุ้งสคบ. เร่งสางร่างกฎหมายใหม่ก่อนคลอด
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ขายตรงและการตลาดแบบตรง กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงในแวดวงขายตรงผ่านสมาคมการขายตรงไทย เนื่องจากมี 9 ประเด็นที่ควรจะต้องแก้ไขก่อนประกาศบังคับใช้จริง หลังจากกฎหมายขายตรงและการตลาดแบบตรงฉบับแรกปี 2545 นั้น บังคับใช้มานานถึง 13 ปี จึงมีความพยายามจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ในการยกร่างขึ้นใหม่
ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ นายกสมาคมการขายตรงไทย เปิดเผยว่า สมาคมได้ผลักดันให้ สคบ. ที่กำกับดูแลธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง แก้ไขร่าง พ.ร.บ.ขายตรงและการตลาดแบบตรงฉบับใหม่ ใน 9 ประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากกระทบกับธุรกิจหากมีการปล่อยให้ร่าง พ.ร.บ.ขายตรงฉบับใหม่ผ่านการประชาพิจารณ์ครั้งที่ 3 ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 19 มี.ค.นี้ จากนั้นจะเข้าสู่การประชุมขั้นกรรมาธิการ ก่อนจะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
ก่อนหน้านี้สมาคมได้เข้าพบ สคบ. 5 ครั้งแล้ว เพื่อให้มีการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ขายตรงฯ ฉบับใหม่ ซึ่งก็ยังพบว่าตัวร่างฉบับแก้ไขใหม่นั้นยังมีปัญหาที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะในหัวข้อที่กำหนดให้ผู้ที่จะประกอบธุรกิจขายตรงจะต้องผ่านการสอบและมีการจดทะเบียน ซึ่งดูยุ่งยากเกินไป เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจขายตรงมักเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันไม่ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง จะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจบางรายมองว่ายุ่งยากจนเลิกประกอบธุรกิจ เช่น การขายลิปสติกราคา 200 บาท ผ่านช่องทางขายตรงต้องผ่านการสอบ ดูเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ขณะที่ช่องทางการขายปกติอย่างเคาน์เตอร์เซลส์ไม่จำเป็นต้องสอบ
นอกจากนี้ บริษัทขายตรงมีทุนจดทะเบียนเริ่มต้นควรไม่เกิน 2 ล้านบาท ก็สามารถดำเนินการได้ จากตัวร่างเดิมกำหนดให้ต้องมีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาทขึ้นไปจึงจะเริ่มดำเนินการได้ ส่วนที่มาของคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจขายตรง ทางสมาคมเห็นว่าประธานกรรมการที่มาจากการแต่งตั้ง ควรเป็นบุคคลที่ไม่ดำรงตำแหน่งหรือถือหุ้นในบริษัทที่ประกอบธุรกิจขายตรงเกิน 10% ในระยะเวลา 1 ปี
นอกจากนั้นเป็นรายละเอียดปลีกย่อย เช่น การแจ้งย้ายสำนักงานและการส่งรายงานที่เกี่ยวกับผู้ประกอบการธุรกิจเคริือข่ายต่อนายทะเบียน ร่างเดิมระบุว่าต้องแจ้งภายใน 15 วัน แต่ความเห็นของสมาคมต้องมีการแจ้งย้ายภายใน 30 วัน เพื่อให้ยืดหยุ่นกับการทำงาน และการให้ผู้ประกอบการขายตรงต้องส่งรายละเอียดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจต่อนายทะเบียนปีละ 2 ครั้ง ควรต้องปรับแก้เป็นปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้นายทะเบียนมีเวลาในการตรวจสอบและลดภาระของผู้ประกอบการ รวมไปถึงการโอนสิทธิให้กับทายาทก็ต้องสามารถดำเนินการได้ เป็นต้น
สำหรับภาพรวมปีนี้คาดว่าจะเติบโตเพียง 3-5% จากปัจจัยทางการเมืองที่ค่อนข้างนิ่ง รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ซึ่งในช่วงหลายปีก่อนตลาดเติบโตปีละ 5-10% โดยปีก่อนมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นยอดขายที่มาจากบริษัทที่เป็นสมาชิกสมาคมถึง 70% จำนวน 33 บริษัท ปัจจุบันบริษัทขายตรงได้ผ่านการขึ้นทะเบียนกับ สคบ.แล้ว 300 บริษัท







