
เอชพีคัมแบ็ก พร้อมรับยุคโมบิลิตี้
กลับมาประกาศแนวทางการทำธุรกิจอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังจากงดออกสื่อไปกว่า 2 ปี
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
กลับมาประกาศแนวทางการทำธุรกิจอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังจากงดออกสื่อไปกว่า 2 ปี สำหรับบริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด หรือเอชพี บริษัทผู้จัดหาระบบคอมพิวเตอร์ที่มีสินค้าเกือบทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นพีซี โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต และเครื่องพิมพ์ในไทยมานานกว่า 26 ปี
นิค ลาซาริดิส รองประธานบริหารอาวุโส กลุ่มธุรกิจการพิมพ์และคอมพิวเตอร์และกรรมการผู้จัดการ เอชพี กล่าวว่า วิธีทำธุรกิจเปลี่ยนไปตามนโยบายใหม่ของ เม็ก วิทแมน ซีอีโอของ เอชพี อิงค์ ที่ประกาศแผนฟื้นฟู 5 ปี เพื่อปรับโครงสร้างใหญ่ของบริษัท จากที่เคยแบ่งประเภทการบริหารงานตามกลุ่มลูกค้ามาเป็นการบริหารงานตามประเภทธุรกิจ คาดว่าจะเห็นทีมบริหารอย่างชัดเจนในวันที่ 1 พ.ย. 2558
“ในประเทศไทยก็จะมีการปรับตามแผนนี้ ซึ่งต้องติดตามว่าจะเป็นอย่างไร แต่ในด้านธุรกิจยังมีการดำเนินไปตามแผนเดิม ซึ่งทางบริษัทยังคงมีสินค้าที่ออกมารองรับกลุ่มธุรกิจมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์การใช้งานให้ดีขึ้น เพราะองค์กรธุรกิจในไทยเพิ่งเข้าสู่ยุคโมบิลิตี้และยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นนำเทรนด์บีวายโอดีเข้ามาใช้ในการทำงาน” นิค กล่าว
ปวิณ วรพฤกษ์ ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจการพิมพ์และคอมพิวเตอร์ บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด กล่าวว่า ในภาพรวมของตลาดสินค้าพีซีองค์กร เอชพียังครองตำแหน่งอันดับ 2 เช่นเดิม ส่วนในกลุ่มคอนซูเมอร์ยังอยู่ในระดับท็อป 5
“เราทำตลาดมาอย่างต่อเนื่องและยังคงนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ของลูกค้าทั้งกลุ่มธุรกิจและลูกค้าทั่วไปเพื่อให้การใช้งานทำได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะในแง่การทำงานขององค์กรธุรกิจยังต้องการฟีเจอร์ด้านการสั่งงานพิมพ์เอกสารผ่านอุปกรณ์โน้ตบุ๊กและแท็บเล็ตได้โดยง่าย” ปวิณ กล่าว
การเปิดสินค้าใหม่จะเป็นการเปิดตัวพร้อมกันในระดับภูมิภาคกลุ่มอาเซียน จึงต้องรอสินค้าเข้ามาไทยในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า ซึ่งในประเทศไทยทางไอดีซีได้คาดการณ์สัดส่วนพีซีของกลุ่มลูกค้าทั่วไปโตอย่างน้อย 3% ส่วนโน้ตบุ๊กสำหรับลูกค้าทั่วไปอยู่ที่ 4%
“ถึงแม้ว่าในปีที่แล้วภาพรวมตลาดไอทีสินค้าไอทีจะติดลบ 17% เอชพีติดลบเพียง 4% ถือว่ายังมีการเติบโตมากกว่าตลาดรวมถึงสองเท่า จึงมั่นใจว่าปีนี้เอชพีจะมีตัวเลขเติบโตมากกว่า 3-4% ของภาพรวมตลาด ที่ไอดีซีคาดการณ์อย่างแน่นอน” ปวิณ กล่าว
นอกจากนี้ เอชพียังเชื่อมั่นว่าการใช้จ่ายของธุรกิจขนาดใหญ่ยังคงมีกำลังซื้ออยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธนาคาร การสื่อสาร และธุรกิจน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งสัดส่วนรายได้ของเอชพีใกล้เคียงกับสัดส่วนภาพรวมตลาด คือ มาจากกลุ่มธุรกิจ 65% และลูกค้าทั่วไป 35%
ทางด้านสินค้าที่เอชพีเปิดตัวในปีนี้ ได้แก่ แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก เครื่องพิมพ์ และเซอร์วิส สำหรับตลาดไทยจะมีการนำสินค้ากลุ่มโน้ตบุ๊กและแท็บเล็ตเข้ามาขายประมาณเดือน พ.ค. ราคาเริ่มต้นของกลุ่มโน้ตบุ๊กและแท็บเล็ตจะอยู่ที่ 1-4 หมื่นบาท
ทั้งนี้ ในส่วนของช่องทางการขายเอชพียังมั่นใจในกลุ่มพาร์ตเนอร์เดิม ยังมีความสัมพันธ์ที่แข็งแรงเหมือนเดิม แต่ก็จะเพิ่มในส่วนของแผนการตลาดออนไลน์เข้ามาเสริม เพราะทุกแบรนด์ต่างก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับตลาด ซึ่งการใช้ช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ร่วมกันถือเป็นการสร้างช่องทางการทำตลาดแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกกลุ่ม
เชื่อได้ว่าการประกาศพร้อมหวนสู้ในตลาดเมืองไทยอีกครั้งของเอชพี ต้องมีดีกว่าเดิมแน่นอน แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ง่ายในสมรภูมิเรดโอเชียนเช่นนี้







