
ศึกพรีเซนเตอร์คู่รัก บังเอิญหรือตั้งใจ!!
โดย...ปากกาด้ามเดียว
โดย...ปากกาด้ามเดียว
การใช้พรีเซนเตอร์ศิลปิน ดารา ได้รับความนิยมมาแต่ไหนแต่ไร และดูเหมือนว่าจะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำมากกว่าอาชีพนักแสดงด้วยซ้ำไป ยิ่งดาราคนไหนฮอต ละครมาแรง ยิ่งได้โอกาสโกยเงินทั้งจากการเป็นพรีเซนเตอร์และงานอีเวนต์ถี่ยิบ
จนกระทั่งล่าสุด ผู้อ่านคงได้เห็นค่ายน้ำดำกับสายการบินเริ่มเปิดศึกใช้พรีเซนเตอร์ที่เป็นคู่รัก มาโฆษณาในสินค้าที่เป็นคู่แข่งกัน อย่างค่ายเป๊ปซี่ โดย บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง ดึง อเล็กซ์ เรนเดลล์ มาเป็นพรีเซนเตอร์ในภาพยนตร์โฆษณาเรื่องแรกของปีนี้ ในชุด “FLIP IT!” เน้นนำเสนอปรากฏการณ์ความอร่อยซ่าครั้งใหม่ จะเปลี่ยนมื้อธรรมดาให้กลายเป็นจานเด็ด แบบโดนๆ
งานนี้เป๊ปซี่เปิดแนวรุกช่องทางร้านอาหารอย่างจริงจัง เพราะถือเป็นอีกช่องทางจำหน่ายที่สำคัญของตลาดน้ำอัดลมเมืองไทย จากก่อนหน้านี้เป๊ปซี่ถือเป็นผู้นำชัดเจนในช่องทางดังกล่าวเมื่อครั้งที่เสริมสุขทำตลาดให้ แต่หลังจากหยุดทำตลาดขวดแก้วทำให้เกิดจุดอ่อนในช่องทางนี้ทันที
ด้านคู่กัดตลอดกาลอย่างโค้ก ก็ดึงคู่หวานของอเล็กซ์ คือ เต้ย จรินทร์พร มาเป็นพรีเซนเตอร์ต่อเป็นปีที่ 2 ในโอกาสเฉลิมลองครบ 100 ปี ขวดแก้วของโค้ก พร้อมประกาศทุ่มงบการตลาดถึง 450 ล้านบาทตลอดปีนี้ เพื่อย้ำแชมป์ตลาดน้ำอัดลมมูลค่ากว่า 4.7 หมื่นล้านบาท
ในธุรกิจสายการบินก็ดุเดือดไม่เบา เพราะหลังจากสายการบินไทยแอร์เอเชีย คว้าตัวหนุ่มฮอต ณเดชน์ คูกิมิยะ มาเป็นพรีเซนเตอร์ปีที่ 2 สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ก็ดึง ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ คู่จิ้น ณเดชน์ มาเป็นพรีเซนเตอร์ด้วย
แม้เหตุผลที่แต่ละค่ายจะบอกว่า เลือกพรีเซนเตอร์จากบุคลิก ความโดดเด่นและมีคาแรกเตอร์เข้ากับสินค้าหรือบริการแบรนด์นั้นๆ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า ทำไมสินค้าและบริการที่เป็นประเภทเดียวกัน ต้องเลือก
พรีเซนเตอร์ที่ภาพลักษณ์นอกจอเป็นคู่รักกัน หรือเป็นเพียงความบังเอิญมากกว่าตั้งใจ
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่จะวัดว่าแคมเปญหรือแบรนด์นั้นๆ ประสบความสำเร็จหรือไม่ คงไม่ได้อยู่ที่พรีเซนเตอร์เท่านั้น หากแต่อยู่ที่ส่วนประสมทางการตลาดที่ลงตัวและโดนใจผู้บริโภคมากกว่า ส่วนการใช้คู่รักมาเป็นพรีเซนเตอร์ในสมรภูมิเดียวกันถือเป็นสีสันที่สร้างความคึกคักอีกทางหนึ่ง







