
"ทหารไทย" รุกลงทุนหุ้นทั่วโลก
ทหารไทยคลอดกอง Global Quality Growth ช่วยกระจายความเสี่ยง ชี้ลงทุนหุ้นทั่วโลกต้องอาศัย Active Fund
ทหารไทยคลอดกอง Global Quality Growth ช่วยกระจายความเสี่ยง ชี้ลงทุนหุ้นทั่วโลกต้องอาศัย Active Fund
นายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย เปิดเผยว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูง แต่หลังจากนี้การลงทุนหุ้นต่างประเทศจะมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจมากกว่า เนื่องจากระดับราคาต่อกำไร (พี/อี) ตลาดหุ้นไทยขึ้นมาที่ 15-16 เท่าแล้ว ขณะที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังไม่มาก
“ถ้ามองว่าหุ้นไทยที่พี/อี 16 เท่า ก็ไม่ได้ถูกไม่ได้แพงเกินไป แต่บางมุมมองเห็นว่าค่อนข้างจะเต็มมูลค่าแล้ว”นายสมจินต์ กล่าว
ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในช่วงขาขึ้นนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แต่ยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวดีขึ้น นักลงทุนคลายกังวลกับกรณีประเทศกรีซ รวมทั้งมาตรการผ่อนคลายทางการเงินของยุโรปและญี่ปุ่น โดยพี/อีตลาดหุ้นโลกอยู่ที่ 14.7 เท่า
“อย่างไรก็ตาม การลงทุนหุ้นต่างประเทศอาจจะไม่ได้ช่วยเพิ่มผลตอบแทนในทันที แต่จะช่วยลดความเสี่ยงและความผันผวนของทั้งพอร์ตลง แม้ว่าจะยังชอบการลงทุนหุ้นสหรัฐอยู่ แต่ควรกระจายการลงทุนในหุ้นทั่วโลก แต่เพราะตลาดหุ้นทั่วโลกไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับตลาดหุ้นสหรัฐ ดังนั้นจึงควรลงทุนผ่าน Active Fund จะช่วยเพิ่มมูลค่าได้ดีกว่า”นายสมจินต์ กล่าว
ทั้งนี้ บลจ.ทหารไทย เปิดขายกองทุนทหารไทย Global Quality Growth ซึ่งมีนโยบายลงทุนหุ้นทั่วโลก โดยลงทุนในกองทุน Wellington Management Portfolios (LUX) - Global Quality Growth Portfolio และมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน โดยจะเพิ่มสัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงหากประเมินว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ
“กองทุนนี้มีกระบวนการคัดกรองหุ้นที่เป็นระบบ ชัดเจน และซื้อขายไม่บ่อย แม้ว่าจะเป็น Active Fund ทำให้ต้นทุนการบริหารจัดการกองทุนไม่สูง ซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกับ บลจ.ทหารไทย”นายสมจินต์ กล่าว
นายสมจินต์ กล่าวว่า กองทุนหลักจะใช้เกณฑ์ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด(Cash Flow) แทนกำไรทางบัญชี (Accounting Earnings) เนื่องจากกระแสเงินสดตบแต่งตัวเลขได้ยากกว่า และพิจารณาความสามารถในการเติบโตของรายได้ รวมทั้งความสม่ำเสมอของการจ่ายเงินปันผล โดยคัดกรองหุ้นจาก 3,000 บริษัท เหลือ 250 บริษัท จากนั้นจะเข้าไปวิเคราะห์รายบริษัทจนเหลือ 60-90 บริษัทที่จะเข้าลงทุน
ปัจจุบันกองทุนหลักลงทุนในสหรัฐ 67% ยุโรป 17% ประเทศกำลังพัฒนา 12% เอเชีย 1% และญี่ปุ่น 1% โดยลงทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ 37%







