
จะเดินไปทางไหน
ถือเป็นหนังไตรภาคมาอย่างยาวนานสำหรับ “ศูนย์ทดสอบยานยนต์แห่งชาติ” ในประเทศไทยที่ยื่นขออนุมัติมายาวนานหลายยุคหลายสมัยมาแล้วก็ยังไม่ได้เกิดเสียที
ถือเป็นหนังไตรภาคมาอย่างยาวนานสำหรับ “ศูนย์ทดสอบยานยนต์แห่งชาติ” ในประเทศไทยที่ยื่นขออนุมัติมายาวนานหลายยุคหลายสมัยมาแล้วก็ยังไม่ได้เกิดเสียที
ไม่เท่านั้นยังถูกหั่นงบจากความครบวงจรที่น่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 8,000 ล้านบาท ตัดทอนลงมาเรื่อยๆ ซึ่งฟังจากหลายเสียงสะท้อนรวบรวมได้ว่า สาเหตุเป็นเพราะประเทศไทยยังติดกับดักเรื่องความคุ้มค่าด้านการลงทุนบ้าง ด้านผลตอบแทนบ้าง จึงเกิดไม่ได้เสียที
ลองประเมินดูแล้วกันว่า อุตสาหกรรมยานยนต์สามารถสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศได้มูลค่าสูงสุด เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แต่ไฉนเลยสิ่งที่น่าจะยกระดับให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ หรือผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศไทย เหล่านี้รัฐบาลกลับมองข้ามไป
ทุกวันนี้ประเทศไทยอยู่ในฐานะ “ผู้ประกอบรถยนต์” เท่านั้น เพราะฐานการวิจัยและพัฒนาส่วนใหญ่ยังอยู่ในประเทศต้นกำเนิดเทคโนโลยีที่มาลงทุนในไทย ซึ่งวันนี้หาก “ศูนย์ทดสอบยานยนต์แห่งชาติ” เกิดขึ้นได้จริงในเร็ววันจะช่วยยกระดับให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทย ขึ้นเป็น “เทียร์ 1” จากเดิมที่อยู่ “เทียร์ 2” หรือ “เทียร์ 3” ได้ไม่ยาก รวมถึงการพัฒนารถยนต์ในระดับภูมิภาคจะต้องเกิดขึ้นในประเทศไทยได้
ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนจะต้องถูกวางเป้าหมายที่ชัดเจนจากรัฐบาลว่าอยากเห็นอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยนี้เป็นเช่นไร ตัวอย่างของประเทศหนึ่งที่ชัดเจนมากคือ ไต้หวัน ที่เป็นฐานวิจัยพัฒนาและผลิตอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ส่งไปยังทั่วโลก ...แล้วย้อนกลับมามองประเทศไทยล่ะเป็นอย่างไร?
เห็นแล้วก็สงสาร ...เพราะมีคนมาตัดพ้อให้ฟังว่ากระทรวงหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “ศูนย์ทดสอบยานยนต์แห่งชาติ” ทั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับงบประมาณสนับสนุนต่อปีเพียง 7,000 ล้านบาทเท่านั้น อย่าได้เอาไปเทียบกับกระทรวงอื่นนะ เพราะงบสนับสนุนเขาได้กันเป็นหลักหมื่นหลักแสนล้านบาท
คนที่ตัดพ้อให้ฟังถึงขั้นเสนอให้มีการปรับสัดส่วนการสนับสนุนงบประมาณตามรายกระทรวงให้เหมาะสม มิใช่การจัดเก็บเข้าไปยังกองกลางแล้วมาจัดสรรปันส่วนตามฐานเสียงภาคการเมืองในลักษณะที่ว่า “ใครพลั่วใหญ่ตักได้ตักเอา” หากกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งสองได้งบประมาณที่เหมาะสมกับบทบาทหน้าที่ คงจะได้เห็นการพัฒนาในภาคอุตสาหกรรมกันมากกว่านี้เยอะ
เปรียบเทียบให้เห็นภาพ บางประเทศเก็บภาษีได้เท่าไหร่ก็จะหักเปอร์เซ็นต์ให้กับภารกิจที่สำคัญในระดับชาติ โดยไม่ต้องไปแบ่งสันปันส่วนกันในระดับกระทรวง ทบวง กรม อย่างเช่น ต้องการพัฒนาทางด้านการศึกษาของชาติ เงินจะลงมาที่เรื่องการศึกษาโดยตรงการพัฒนาก็จะเดินหน้าอย่างเห็นผล ฉันใดก็ฉันนั้น หากเอาแนวคิดมาใช้กับเรื่องสำคัญๆ ในประเทศไทย คงจะได้เห็นการพัฒนาที่เกิดขึ้นเช่นกัน
ลองคิดดูแล้วกันว่า อยากให้บ้านเราเป็นแบบไหนกันดี...







