posttoday
เปลี่ยนชื่อ-สกุล แล้วคุณจะรวย

เปลี่ยนชื่อ-สกุล แล้วคุณจะรวย

10 มีนาคม 2558

มีรายการที่ดังมากในอเมริกา คือ รายการสำรวจบ้านคน แล้วทำนายเลยว่า อีกหน่อยคนนี้จะรวยหรือจน “เขาใช้การดูจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น ซื้ออะไรใส่บ้าน เก็บสะสมอะไรในบ้าน ...ไม่ได้ใช้ดวงทำนาย” ถ้ามีรายการแบบนี้จะไม่ดังในเมืองไทย เพราะคนไทยชอบ “ตีท้ายครัวมากกว่า” อยากรู้เรื่องไร้สาระ เพราะมันสนุกกว่า

มีรายการที่ดังมากในอเมริกา คือ รายการสำรวจบ้านคน แล้วทำนายเลยว่า อีกหน่อยคนนี้จะรวยหรือจน “เขาใช้การดูจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น ซื้ออะไรใส่บ้าน เก็บสะสมอะไรในบ้าน ...ไม่ได้ใช้ดวงทำนาย” ถ้ามีรายการแบบนี้จะไม่ดังในเมืองไทย เพราะคนไทยชอบ “ตีท้ายครัวมากกว่า” อยากรู้เรื่องไร้สาระ เพราะมันสนุกกว่า

คุณรู้ไหมเรื่องแปลกที่เขาเจอ คือ บ้านของคนส่วนใหญ่ จริงๆ คือ “ถังขยะ” คุณรู้ไหมว่า ความฝันสูงสุดของคนอเมริกา คือ “การมีบ้านเป็นของตัวเอง สามารถผ่อนหนี้ได้หมด เรียกว่า มีบ้านแบบไม่มีหนี้

แต่ก็อย่างที่บอกว่า ในเมื่อบ้านเก็บแต่ขยะ ดังนั้นฝันก็คือ การมีถังขยะของตัวเอง ...บ้าไปแล้ว!!

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาเขาไปดูบ้านเศรษฐี จะพบว่าของส่วนใหญ่ในบ้านเศรษฐีเป็นสินทรัพย์ทั้งนั้น ของทุกชิ้นล้วนขายได้ และมีราคาเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา ขณะที่บ้านของคนทั่วไป มีแต่ของที่ยิ่งเก็บ ราคายิ่งลงแล้วกลายเป็นขยะในที่สุด

คำแก้ตัวง่ายๆ ของคนส่วนใหญ่ที่เขาสัมภาษณ์มักกล่าว ว่า “พวกเขาไม่มีเงินมากมายเหมือนเศรษฐีที่จะซื้อของแพงๆ และไม่จำเป็น ในบ้านเขาจะไม่มีของที่พวกเศรษฐีซื้อหรอก”

เอ๊ะ!! คุณเกิดข้อสงสัยเหมือนผมหรือไม่ว่า “คำว่าของที่ไม่จำเป็นในบ้านเศรษฐี มันหมายความว่าอะไร ...เพราะในเมื่อคนส่วนใหญ่ซื้อแต่ของจำเป็น ที่ในที่สุดของจำเป็นเหล่านั้นเปลี่ยนเป็นขยะ”

แต่เศรษฐีซื้อแต่ของที่ไม่จำเป็น ราคาแพง  มีแต่มูลค่าและราคาเพิ่มขึ้น แพงขึ้น กลายเป็นสินทรัพย์ในที่สุด

เอาล่ะมาสรุปเป็นสมการกัน แปลว่า “ของที่จำเป็นในชีวิตประจำวันคือขยะ” และ “ของที่ไม่จำเป็นในชีวิตประจำวันคือสินทรัพย์” เออ!! ไม่น่าจะใช่นะ

จริงๆ สิ่งที่เป็นสินทรัพย์ มันคือสิ่งที่เข้าหลัก 3 ประการ คือ หนึ่ง มนุษย์ต้องการ สอง มีจำนวนจำกัด และสาม ราคาเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา อะไรที่ไม่อยู่ใน 3 ข้อนี้ ทั้งหมดเป็นขยะ

แล้วกฎสามประการนี้ ใช้กับมนุษย์ได้หรือไม่ ...ดูว่าใครเป็นสินทรัพย์ ใครคือขยะของบริษัท

ใช้ได้เลยครับ ...ลองสำรวจตัวเองได้เลย หนึ่ง บริษัทต้องการเราหรือไม่ ขึ้นกับว่าเราทำเงินหรือประหยัดเงินให้บริษัทมากกว่าเงินเดือนที่เขาจ้างไหม นี่แหละความต้องการในตัวเรา ...คนที่เงินเดือนสูงๆ เพราะเขาทำเงินให้บริษัทมากก็เท่านั้นแหละ

...จริงๆ ลูกจ้างที่เงินเดือนสูงเหล่านี้ เขาไม่จำเป็นต้องอยู่ในบริษัทก็รวยได้ เพียงแต่เขาเลือกที่จะอยู่ในบริษัทเพราะมันง่ายกว่าไปสร้างธุรกิจเอง ก็เท่านั้นเอง

ดังนั้น การสร้างคุณค่าของตัวเอง มันคือการมองให้กว้าง มองให้มากกว่าตัวเอง มองให้เกิดประโยชน์โดยรวมขององค์กรและบริษัท ...เรียกได้ว่าเป็นมุมมองที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ก็คือ มุมมองที่สร้างลูกจ้างขั้นเทพนั่นเอง

สอง การมีจำนวนจำกัด เป็นเรื่องที่บริษัทมักไม่อยากให้ลูกจ้างเป็น เพราะโดยมาก ธุรกิจก็คือ “ระบบ” การสร้างธุรกิจที่ดี ก็คือธุรกิจที่ใครทำก็ได้ ไม่ยึดติดกับคน แต่ยึดระบบแทน ดังนั้นไม่ว่าใครจะลาออก ก็ไม่กระทบต่อผลงานของบริษัท ...จุดนี้แหละที่ลูกจ้างต้องมองตรงข้าม การสร้างคุณค่าให้ ตัวเอง เราต้องอยู่ในจุดที่ไม่มีใครทำได้ หรือไม่ก็มีคนทำได้น้อยมากๆ ถึงจะเรียกว่า จุดดีที่สุดในจุดที่ยืน

ต้องทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ ...จะเห็นว่าการที่จะเป็นลูกจ้างขั้นเทพ ต้องทำตรงข้ามกับสิ่งที่บริษัทอยากให้ทำ ยกตัวอย่าง ใครหวังจะเจริญตามตำแหน่งของบริษัทเตรียมหมดอนาคตได้เลย เพราะตำแหน่งเหล่านั้น คือ “ระบบ” ที่บริษัทสร้างไว้แล้ว แปลตรงๆ ว่า ตำแหน่งนั้น ใครทำก็ได้ ...การที่คุณทำงานในตำแหน่งที่ใครทำก็ได้ คุณไร้อนาคต เป็นแค่ขยะ ไม่ใช่สินทรัพย์

ใช่!! คิดซิว่า บริษัทนี้ต้องการตำแหน่งอะไรที่บริษัทนี้ต้องการแต่เขาไม่มี ...ตำแหน่งใหม่ที่มีแต่คุณเท่านั้นที่ทำได้ ...ถ้าตอบได้ ผมฟันธงเลยว่า คุณจะรุ่งโรจน์จากงานนี้แน่นอน

สาม เงินเดือนและผลตอบแทนต้องเพิ่มขึ้น มันแสดงให้เห็นว่า บริษัทหรือหัวหน้าเห็นค่าคุณไหม ...เพราะถ้าเขาไม่เห็นค่าแปลว่าคุณอยู่ผิดที่ ...ปลาอยู่บนบก คงเป็นปลาที่โง่น่าดู ...ต้องย้ายไปอยู่ในน้ำสิ ...เหมือนกัน คุณต้องอยู่ในที่ที่เขามองเห็นคุณค่าของคุณ ...ซึ่งมันเริ่มจากคุณเห็นคุณค่าในตัวคุณเองหรือยัง

“คนธรรมดาที่คิดว่าตัวเองธรรมดา เขาก็จะอยู่ตรงจุดนั้นตลอดไป ...คนที่คิดว่าตัวเอง ไม่ธรรมดาเท่านั้นแหละ ที่จะพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่เขาควรจะอยู่”

เฮ้ย!! ดวงคุณตก เปลี่ยนชื่อ-นามสกุล แล้วชีวิตคุณจะดีขึ้น ...ถ้าทำอย่างนั้นแล้วดี บิล เกตส์ หรือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ คงเปลี่ยนชื่อ-นามสกุลไปหลายรอบแล้ว ...ผมเชื่อว่า บิล เกตส์ ผ่านวิกฤตชีวิตมาหลายครั้ง ถ้าทุกครั้งต้องเปลี่ยนชื่อ วันนี้อาจเป็น แจ๊ค เกตส์ แทน ...ตลกไหม?

คนสำเร็จระดับประเทศ ระดับโลก เขาไม่เปลี่ยนชื่อเวลาเจอวิกฤตชีวิตหรอกครับ เพราะเขารู้ว่าวิกฤตนั่นแหละโอกาสในชีวิต เขาลุยสู้กับวิกฤตไม่เสียเวลานั่งเปลี่ยนชื่อ ...ตลกจริงๆ

ถ้าวันไหนเห็นผมเปลี่ยนชื่อจาก ภาววิทย์ เป็น สมชาย ...นั่นแปลว่า ผมสติแตกไปแล้วจริงๆ ...555

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท