posttoday
จากผู้อพยพไร้สัญชาติ สู่บริษัทผลิตโดรนระดับโลก

จากผู้อพยพไร้สัญชาติ สู่บริษัทผลิตโดรนระดับโลก

10 มีนาคม 2558

เป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับผู้อพยพที่จะเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตัวเอง เช่นเดียวกันกับ “จอร์ดิ มูนอซ”

โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

เป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับผู้อพยพที่จะเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตัวเอง เช่นเดียวกันกับ “จอร์ดิ มูนอซ” ผู้อพยพชาวเม็กซิกันที่พาตัวเองเข้ามาอยู่ในประเทศแห่งความศิวิไลซ์อย่างสหรัฐ

ในปี 2007 มูนอซเข้ามาอยู่สหรัฐในวัยเพียง 20 ปี พร้อมกับแฟนสาว โดยได้ตัดสินใจอาศัยอยู่ในลอสแองเจลิส ทว่า ช่วงเวลาที่รอ “กรีนการ์ด” เป็นเวลา 7 เดือนนี่เองที่ได้เปลี่ยนชีวิตของหนุ่มผู้อพยพนี้ให้กลายมาเป็นผู้ประกอบการบริษัทผู้ผลิตโดรน หรือเครื่องบินขนาดเล็กบังคับชื่อดังของโลก

แทนที่จะใช้ในการรอคอยกรีนการ์ดให้เสียเปล่า มูนอซ ซึ่งเป็นผู้ที่ชื่นชอบเครื่องบิน และเป็นโปรแกรมเมอร์คอมพิวเตอร์ได้เริ่มสร้างโดรนของตัวเองขึ้นมาจากสวนหลังบ้าน ซึ่งการสร้างโดรนของหนุ่มรายนี้ก็อาศัยจากสิ่งรอบตัวและความรู้ที่มี โดยมูนอซได้พัฒนาระบบควบคุมอัตโนมัติ (ออโตไพลอท) โดยนำตัวตรวจจับความเคลื่อนไหวมาจากจอควบคุมเกม และติดชิปขนาดเล็กที่แผงวงจรด้วยการใช้เตาอบที่บ้าน

ในขณะที่กำลังสร้างโดรนต้นแบบอยู่นั้นเอง มูนอซก็ได้เริ่มที่จะโพสต์ข้อความเกี่ยวกับความคืบหน้าในการพัฒนาโดรนของตนเองลงบนเว็บไซต์ผู้ที่ชื่นชอบสร้างโดรนด้วยตนเองอยู่อย่างสม่ำเสมอ

การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่จะได้รับคำติชม คำแนะนำ และการสนับสนุนจากผู้ที่ชื่นชอบโดรนแล้ว มีชายคนหนึ่ง นั่นก็คือ “คริส แอนเดอร์สัน” นักเขียน และผู้สื่อข่าวชื่อดังที่ได้ประทับใจผลงานของมูนอซ และได้ส่งเงินทุนมาสนับสนุนจำนวน 500 เหรียญสหรัฐ (ราว 1.6 หมื่นบาท) ด้วย

หลังจากนั้น แอนเดอร์สัน ซึ่งในขณะนั้นเป็นบรรณาธิการอำนวยการของไวร์ดนิตยสารเทคโนโลยี และมูนอซก็ได้มีการติดต่อกันอย่างต่อเนื่องผ่านทางอีเมลและการคุยโทรศัพท์ จนกระทั่งมูนอซได้เริ่มสร้างและขายโดรนต้นแบบไปหลายสิบเครื่อง

ต่อมาในปี 2009 มูนอซและแอนเดอร์สันตัดสินใจที่จะจับมือทำธุรกิจด้วยกันและเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง “3ดี โรบอติกส์” บริษัทผู้ผลิตโดรนในสหรัฐร่วมกัน โดยมูนอซรับหน้าที่เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่เทคโนโลยี ขณะที่แอนเดอร์สันจะดำรงตำแหน่งเป็นประธานบริหารที่จัดการด้านธุรกิจและการลงทุน

ภายหลังจากที่ทั้งคู่ได้จับมือลงขันทำธุรกิจร่วมกันแล้ว ธุรกิจแห่งนี้ก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความต้องการของโดรนนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม กลับไม่ใช่เรื่องง่ายของมูนอซที่จะปรับตัวให้ทันกับบริษัทที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเจ้าตัวยอมรับว่าเกิดภาวะ “คัลเจอร์ช็อก” ขึ้น เพราะไม่เคยมีประสบการณ์ในการเป็นผู้นำ หรือกระทั่งประสบการณ์ทางธุรกิจมาก่อน รวมถึงไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยด้วย เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้เจ้าตัวเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเองผ่านทางอินเทอร์เน็ตมาโดยตลอด

“ในกรณีของผม บริษัทเริ่มที่จะเติบโตอย่างรวดเร็วจนผมไม่สามารถตามได้ทัน มันเหมือนกับว่าบูม และในท้ายที่สุดผมก็มีบริษัทขนาดใหญ่” มูนอซ กล่าว

กระนั้นก็ตามก็เป็นเรื่องที่โชคดีว่า เจ้าตัวตระหนักดีว่าต้องนำคนที่มีประสบการณ์เข้ามาทำงานในส่วนที่เจ้าตัวทำไม่ได้

จากก้าวดังกล่าว “3ดี โรบอติกส์” ก็เริ่มมีผลกำไรขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยยอดขายในปี 2011 อยู่ที่ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนจะไต่ระดับไปอยู่ที่ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะที่ประเมินว่ายอดขายจะไปพุ่งอยู่ที่ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,600 ล้านบาท) ในปีนี้ และในปัจจุบันธุรกิจได้ขยายโดรนอยู่ทั้งหมด 5 รุ่นด้วยกัน ที่มีราคาตั้งแต่ 740 เหรียญสหรัฐ ไปจนถึง 5,400 เหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า 3ดี โรบอติกส์ จะประสบความสำเร็จอย่างมาก จนบรรดาเจ้าของธุรกิจรายอื่นอาจจะคิดว่ามูนอซได้จดสิทธิบัตรเกี่ยวกับนวัตกรรมต่างๆ ในการพัฒนาโดรนขึ้นมา ทว่าเจ้าตัวกลับเลือกที่จะเปิดให้ผู้อื่นเข้าถึงซอฟต์แวร์ของโดรนของบริษัทได้ โดยให้เหตุผลอย่างเปิดอกว่า ได้ขอความช่วยเหลือ และความคิดเห็นจากผู้ที่ชื่นชอบผลิตโดรนเหมือนกันมาก่อนหน้านี้ในโลกออนไลน์

“ผมคงไม่สามารถขาย (โดรน) ได้มากขนาดนี้ ถ้าหากผมสร้างต้นแบบขึ้นมาด้วยตัวคนเดียว”

ข่าวล่าสุด

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก