
จีนเปิดทางไทย ลุยรถไฟเต็มที่
เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เมื่อมีข่าวว่าจีนเสนอให้รัฐบาลไทยกู้เงินสร้างรถไฟกรุงเทพฯ-หนองคาย คิดอัตราดอกเบี้ย 2.5% ต่อปี และจีนยังเสนอว่าจะจัดหาผู้รับเหมาและเดินรถไฟตลอดทั้งเส้นทาง
เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เมื่อมีข่าวว่าจีนเสนอให้รัฐบาลไทยกู้เงินสร้างรถไฟกรุงเทพฯ-หนองคาย คิดอัตราดอกเบี้ย 2.5% ต่อปี และจีนยังเสนอว่าจะจัดหาผู้รับเหมาและเดินรถไฟตลอดทั้งเส้นทาง
ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันเสียงแข็งว่า “อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากจีนต้องต่ำกว่า 2% แต่ถ้าไม่ได้จะกู้จากที่อื่น”
ล่าสุด จะมีการประชุมคณะทำงานไทย-จีน ครั้งที่ 3 วันที่ 10-11 มี.ค.นี้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ระบุว่า จะได้ข้อสรุปรูปแบบการลงทุนโครงการทั้งหมด จากเดิมที่มีข้อสรุปเบื้องต้นแล้วว่า “เมื่อสร้างเส้นทางเสร็จ ไทยจะเป็นผู้บริหารการเดินรถเอง”
ทว่ากระแสข่าวที่มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของจีน จางซิน (Zheng Xin) นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ทำจดหมายเปิดผนึกชี้แจงข้อเท็จจริงใน 3 ประเด็น คือ
1.กรณีดอกเบี้ยเงินกู้จากจีน ข้อเท็จจริง คือ การกู้เงินหรือระดมทุนเป็นสิทธิเสรีภาพของไทย แต่ฝ่ายไทยอาจยื่นความจำนงต่อฝ่ายจีนขอเงินกู้พิเศษ หรือเรียกว่า Preferential Export Buyer’s Credit หรือจะใช้วิธีหาแหล่งทุนจากนานาชาติ อีกส่วนหนึ่งกู้ยืมจากฝ่ายจีน หรือจะใช้วิธีกู้ยืมแบบผสมผสานจากนานาชาติก็ได้
2.กรณีจีนขอออกแบบโครงการเอง ก่อสร้างเอง และเดินรถเองนั้น ข้อเท็จจริงคือ ฝ่ายจีนเสนอให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือด้วยรูปแบบ EPC คือ ไทยรับผิดชอบจัดหาเงินทุน จีนรับเหมาก่อสร้าง เสร็จแล้วมอบให้ฝ่ายไทยเดินรถ แม้แต่โครงการก่อสร้าง ก็ไม่ใช่ว่าบริษัทจีนจะรับเหมาทั้งหมด ฝ่ายไทยอาจรับผิดชอบงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนจีนรับผิดชอบงานวิศวกรรมด้านเทคนิค เช่น สัญญาณ ระบบการควบคุม
และ 3.กรณีฝ่ายจีนเรียกร้องสิทธิในการพัฒนาและใช้สอยที่ดินสองข้างทางรถไฟระยะทาง 873 กิโลเมตรนั้น ข้อเท็จจริงคือ ฝ่ายจีนไม่เคยมีข้อเรียกร้องอันไร้เหตุผลเช่นนี้มาก่อน
ส่วนกรณีที่มีการเปรียบเทียบความต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นนั้น ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นสนองเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำกว่า 2% ให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่โลกนี้ไม่มีอาหารมื้อกลางวันฟรี ค่าตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ค่อนข้างต่ำ ก็คือต้องนำเข้าอุปกรณ์ส่วนใหญ่จากญี่ปุ่น ซึ่งค่าใช้จ่ายอุปกรณ์ที่มีราคาสูง บวกกับค่าก่อสร้างและค่าบำรุงรักษาต่อจากนั้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายของทั้งโครงการมีมูลค่ามหาศาล







