
ลุยมาตรฐานอาเซียน ปูพรม 120 สินค้า-คุมเข้ม ‘เหล็ก’
การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปลายปี 2558 จะเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของสินค้าไทย เมื่อสินค้าและบริการนับหมื่นรายการจะลดภาษีลงเป็นศูนย์
การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปลายปี 2558 จะเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของสินค้าไทย เมื่อสินค้าและบริการนับหมื่นรายการจะลดภาษีลงเป็นศูนย์
“ตอนนี้มีสินค้าอุตสาหกรรมกว่า 120 รายการ ที่กำหนดเป็นสินค้านำร่องภายใต้มาตรฐานสินค้าอาเซียน คือ 1.กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ตกลงแล้ว 22 รายการ จากเป้าหมาย 31 รายการ 2.ยานยนต์และชิ้นส่วนตกลงแล้ว 16 รายการ จาก 19 รายการ 3.ผลิตภัณฑ์ยางมีเป้าหมาย 46 รายการ โดยอยู่ระหว่างเจรจา 4.ผลิตภัณฑ์ไม้มีเป้าหมาย 34 รายการ อยู่ระหว่างเจรจาเช่นกัน และ 5.กลุ่มผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง ตกลงกันแล้ว 3 รายการ ได้แก่ ปูนซีเมนต์พอร์ตแลนด์ กระจกโฟลต และเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต” หทัย อู่ไทย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์”
หทัย ยกตัวอย่างรายการสินค้าภายใต้มาตรฐานอาเซียน เช่น เตารีด เครื่องซักผ้า โทรทัศน์ สายไฟฟ้า มอเตอร์ คอมเพรสเซอร์ หลอดฟลูออเรสเซนต์ เหล็กเส้น ปูนซีเมนต์ ไม้อัด ไม้ยาง ไม้พื้น และชิ้นส่วนยานยนต์ อาทิ ท่อไอเสีย เซฟตี้เบลท์ และกระจกนิรภัย เป็นต้น
ผลที่จะตามมาจากการที่สินค้าได้รับรองมาตรฐานนั้น หทัย บอกว่า สินค้าเหล่านั้นจะส่งออกไปขายในตลาดอาเซียนที่ไหนก็ได้ การไหลของสินค้าจะสะดวกมากขึ้น เช่น ถ้าสินค้าถูกส่งไปมาเลเซีย หากมีโลโก้ประทับว่าผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และมีสัญลักษณ์มาตรฐานสินค้าของมาเลเซียที่พิมพ์เพิ่มบนตัวสินค้าที่ถูกประทับตั้งแต่ในไทย ก็ไม่ต้องถูกตรวจสอบซ้ำในขั้นตอนขาเข้า หรือต้องแสดงใบอนุญาตอื่นๆ เพิ่มเติมอีก ซึ่งเป็นต้นทุนทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบธุรกิจ
“เวลาไปสั่งของที่โรงงาน เขาจะต้องให้ติดสติ๊กเกอร์มาเลย จะไปประเทศไหนก็ต้องมีสัญลักษณ์ มอก.ของประเทศนั้นๆ แต่ก่อนที่จะติดสัญลักษณ์ได้ โรงงานต้องได้รับการรับรอง เช่น ถ้าผลิตสินค้าในไทยก็ตรวจให้จบกันที่ไทย แต่ถ้าสินค้าจะไปที่ไหนก็ติดตรา มอก.ของที่นั่น เพราะเป็นมาตรฐานที่ได้รับการรับรองและบังคับใช้ทั้งอาเซียน แต่ที่สำคัญ คือ สินค้าจะได้รับความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้มียอดขายเพิ่มขึ้น เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น ผลผลิตต่อหน่วยก็ลดลงตาม”
เช่นกัน สินค้าจากอาเซียนที่ส่งมาไทย หากได้รับการรับรองมาตรฐานและติดตราสัญลักษณ์ มอก. จะได้รับการปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกัน คือ อนุญาตให้นำเข้ามาไทยได้ แต่ทั้งนี้ สมอ.จะต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าด้วย เช่น กรมศุลกากร เพราะเป็นคนดูด่านแรก
สำหรับมาตรการจูงใจและอำนวยความสะดวกให้ผู้ผลิตสินค้าเข้ายื่นขอรับรองมาตรฐาน หทัย บอกว่า สมอ.มีเครือข่ายในตรวจรับรองสินค้า เช่น สถาบันที่อยู่ในกำกับกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงภาคเอกชนที่มีความพร้อมและได้รับการรับรอง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและดำเนินการจะมีการกำหนดชัดเจน และพิจารณาออกใบอนุญาตภายใน 26 วัน
หทัย ระบุว่า ในระยะต้น สมอ.จะเข้มงวดกับการตรวจสอบเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตที่นำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันอาเซียนเจอปัญหาเดียวกัน คือ ได้รับผลกระทบจากการทุ่มตลาดของเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือเหล็กเจือโบรอน โดยต่อไปนี้ สมอ.จะไม่ผ่อนปรนให้มีการนำเหล็กเข้ามาในประเทศก่อนได้รับอนุญาต
“ต่อไปนี้คนที่นำเข้าของมาต้องได้รับอนุญาตก่อน ถ้านำเข้าก่อนแล้วมาขอทีหลังก็จะไม่ให้ จากเมื่อก่อนที่ผู้นำเข้าเหล็กมาก่อน แล้วยอมเสี่ยงว่า ถ้าตรวจแล้วไม่ผ่านมาตรฐานก็ทำลายทิ้ง แต่ตอนนี้จะทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว ผู้นำเข้าต้องปรับตัว ซึ่งที่ผ่านมามีการจับกุมเหล็กไม่ได้มาตรฐานมาอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ทำหรือผู้นำเข้าต้องถูกปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท จำคุกไม่เกิน 2 ปี
ขณะที่เหล็กที่จะขายในไทยได้ ต้องมี มอก.ประทับบนตัวเหล็ก รวมทั้งชื่อ ที่อยู่ผู้ผลิตหรือนำเข้า แหล่งที่มาหรือผลิต”
นอกเหนือจากการรับรองมาตรฐานสินค้าแล้ว หทัย ระบุว่า สมอ.ได้รับมอบหมายจากกระทรวงอุตสาหกรรมให้จัดทำมาตรฐานระบบการต่อต้านการคอร์รัปชั่นในองค์กร หรือ ISO 37001 และจะเริ่มนำร่องประเมิน และให้ ISO 37001 ในหน่วยราชการที่มีอำนาจอนุมัติและอนุญาต จากปัจจุบันที่กฎหมายการอนุญาตฯ ซึ่งกำหนดขั้นตอนและระยะเวลาการออกใบอนุญาตต่างๆอย่างชัดเจนได้มีผลบังคับใช้แล้ว
“ตอนนี้การคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ทุกฝ่าย รวมถึงเอกชนต้องร่วมมือด้วย ไม่งั้นคุณก็จะยัดเงินไปเรื่อยๆ ดังนั้น เอกชนต้องร่วมมือกันไม่จ่าย ผู้บังคับบัญชาไม่รับ ลูกน้องก็ไม่กล้า ถ้าทำได้ต้นทุนเอกชนลดลงแน่ อย่าลืมว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เขาจะไปเก็บจากประชาชนนั่นแหละ”
หทัย ทิ้งท้ายว่า การทุจริตในหน่วยงานรัฐ แม้แต่การอนุญาตรับรองใบ มอก. ถ้าหัวไม่ส่ายหางก็ไม่กระดิก นั่นหมายความว่า เราต้องร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ “ไม่รับไม่จ่าย” ในขณะที่หน้าที่หลักของ สมอ. คือ การกำหนดและตรวจสอบมาตรฐานสินค้าที่ทำให้ผู้บริโภคปลอดภัย และลดค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการที่เข้ามาขอ มอก.







