วีฟิตเนสปรับเกมรุก ชูคุณภาพ-บริการ 5 ปีขึ้นผู้นำ
หลังจากเคลียร์ปัญหาฟิตเนสภายใต้แบรนด์ แคลิฟอร์เนีย ว้าว จนผ่านพ้นไปด้วยดีในปี 2556 วันนี้ วิชา พูลวรลักษณ์
โดย...จะเรียม สำรวจ
หลังจากเคลียร์ปัญหาฟิตเนสภายใต้แบรนด์ แคลิฟอร์เนีย ว้าว จนผ่านพ้นไปด้วยดีในปี 2556 วันนี้ วิชา พูลวรลักษณ์ เจ้าพ่อธุรกิจโรงภาพยนตร์ ก็ขอหวนกลับเข้าสู่ธุรกิจฟิตเนสอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวธุรกิจเกี่ยวกับศูนย์สุขภาพและศูนย์ออกกำลังกายครบวงจรภายใต้ชื่อ “วี ฟิตเนส โซไซตี้” เข้าสู่ตลาดเมื่อช่วงกลางปี 2556 ที่ผ่านมา
ด้วยความที่เป็นน้องใหม่ในธุรกิจ ประกอบกับต้องการล้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีในช่วงที่เปิดให้บริการ “แคลิฟอร์เนีย ว้าว” ทำให้ วี ฟิตเนส โซไซตี้ ต้องปรับภาพลักษณ์ใหม่ทั้งหมด ทั้งในด้านของรูปแบบของสถานที่ออกกำลังกาย การบริการ และรูปแบบของการสมัครเข้าเป็นสมาชิกที่เน้นระยะสั้นมากขึ้น เพื่อไม่ให้ลูกค้ารู้สึกว่าผูกมัดในด้านของการบริการ
นอกจากนี้ ยังได้เร่งขยายสาขา ส่งผลให้ปัจจุบัน วี ฟิตเนส มีจำนวนสาขาเปิดให้บริการอยู่ที่ประมาณ 6 สาขา แบ่งเป็น แบรนด์ วี ฟิตเนส โซไซตี้ 4 สาขา ประกอบด้วย สาขาเมเจอร์ รัชโยธิน สาขาเอสพละนาด รัชดา สาขาเมเจอร์ ปิ่นเกล้า สาขาเมจอร์ เอกมัย ส่วนอีก 2 สาขา จะอยู่ภายใต้แบรนด์ วี ซิกเนอเจอร์ คือ สาขาโรงแรม วี สะพานหัวช้าง และเจ อเวนิว ทองหล่อ
ฐนกฤตย์ สุรกิจบวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วี ฟิตเนส กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ บริษัทจะไม่มีการขยายสาขาเพิ่ม เนื่องจากปีที่ผ่านมาบริษัทได้เร่งขยายสาขาวีฟิตเนสไปแล้วจำนวน 6 สาขา เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในแต่ละพื้นที่
อย่างไรก็ดี เพื่อให้การดำเนินธุรกิจในอนาคตมีศักยภาพมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการบริการ ในปีนี้บริษัทจึงหันมาให้ความสำคัญในด้านของการพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพและได้มาตรฐานมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันบุคลากรที่จะเข้ามาทำงานในด้านของฟิตเนสค่อนข้างขาดแคลน บริษัทจึงต้องหันมาพัฒนางานในด้านดังกล่าว
นอกจากนี้ วี ฟิตเนส ยังจะให้ความสำคัญในด้านของบริการ ด้วยการชูคุณภาพของการบริการฟิตเนสสไตล์คนไทย เนื่องจากวีฟิตเนสเป็นของคนไทย ขณะเดียวกันก็จะพัฒนาการบริการให้เหมือนกับโรงแรม 5 ดาว ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทรนเนอร์ให้เป็นเหมือนแพทย์ ด้วยการสร้างโปรแกรมเทรนนิ่งให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละคน เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต
“เราจะมีการดึงบุคลากรที่มีคุณภาพที่มีความรู้ด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย เช่น นักวิชาการที่จบวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาอบรม เขียนโปรแกรมการออกกำลังกาย และเทรนนิ่งให้กับลูกค้า เพราะสิ่งดังกล่าวถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการทำธุรกิจฟิตเนส” ฐนกฤตย์ กล่าว
พร้อมกันนี้ วี ฟิตเนส ยังจะเน้นในเรื่องของศักยภาพการขาย ด้วยการจำกัดลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการในแต่ละสาขา เช่น สาขาที่มีขนาดพื้นที่ประมาณ 2,500-2,800 ตร.ม. จะรับลูกค้าได้ประมาณ 3,000 คน สาขาที่มีขนาดพื้นที่ 5,000 ตร.ม. รับลูกค้าได้ประมาณ 5,000 คน เป็นต้น
“แม้ว่าปีนี้เราจะไม่มีการเพิ่มของสาขาใหม่ แต่สาขาเดิมที่มีอยู่จำนวน 6 สาขา ในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นรัชโยธิน เอสพละนาด ปิ่นเกล้า ทองหล่อ โรงแรมวี หรือเอกมัย ยังสามารถรองรับลูกค้าใหม่ได้อีกประมาณ 1,000 คน/สาขา” ฐนกฤตย์ กล่าว
ปัจจุบัน วี ฟิตเนส มีจำนวนลูกค้าที่เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกอยู่ที่ประมาณ 1.5 หมื่นคน ในจำนวนดังกล่าวเป็นกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการเป็นประจำ 1 หมื่นราย ซึ่งรูปแบบของสมาชิกที่เข้ามาใช้บริการจะมีทั้งรูปแบบเล่นได้สาขาเดียวและได้ทุกสาขา โดยในส่วนของเล่นได้สาขาเดียวรายเดือนจะเฉลี่ยค่าบริการอยู่ที่เดือนละ 2,200-2,500 บาท และรายปี ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 2.5 หมื่นบาท แต่หากสมัครเป็นเล่นได้ทุกสาขาจะเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกประมาณ 15%
“ช่วงแรกที่เปิดให้บริการลูกค้าส่วนหนึ่งยังมีความกังวลในด้านของการบริการว่าจะเป็นการโคลนนิ่งมาจากแคลิฟอร์เนีย ว้าว หรือไม่ ทำให้บริษัทต้องเร่งสร้างความเข้าใจ ทั้งในด้านบุคลากร และการบริการ พร้อมกับทำโปรโมชั่นพรีเซลส์สมาชิกรายเดือนอยู่ที่เดือนละ 1,600 บาท เพื่อกระตุ้นความสนใจลูกค้า” ฐนกฤตย์ กล่าว
ฐนกฤตย์ กล่าวอีกว่า ภาพรวมการแข่งขันของธุรกิจฟิตเนสในปีนี้ เชื่อว่าจะมีความรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งในส่วนของบริษัทปีนี้จะออกมาทำกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องเช่นกันภายใต้งบการตลาดที่ 12 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกเพิ่ม
“ปีนี้สภาพเศรษฐกิจและปัญหาการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนกล้าที่จะเดินหน้าลงทุนขยายธุรกิจมากขึ้น เช่นเดียวกับธุรกิจฟิตเนส ซึ่งปีนี้คาดว่าจะมีการขยายตัวมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จากปัจจัยดังกล่าวจึงทำให้ธุรกิจฟิตเนสปีนี้มีการแข่งขันที่รุนแรง” ฐนกฤตย์ กล่าว
สำหรับรูปแบบของการแข่งขันเชื่อว่าในปีนี้จะไม่เน้นแข่งในด้านของราคา แต่จะเน้นในเรื่องของคุณภาพการให้บริการ และคลาสการออกกำลังกาย รวมไปถึงการขยายสาขาที่เน้นไปที่ทำเลศักยภาพ เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคเลือกใช้บริการฟิตเนสที่อยู่ใกล้บ้าน และใกล้ที่ทำงานเป็นหลัก ซึ่งจากแนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ วี ฟิตเนส ต้องปรับแผนการทำตลาดออกมาในรูปแบบดังกล่าวเช่นกัน
หลังจากออกมาทำปรับโครงสร้างภายในอย่างต่อเนื่องในปีนี้ วี ฟิตเนส คาดว่าสิ้นปีจะมีรายได้เป็นไปตามเป้าหมายที่ 280 ล้านบาท เติบโต 30% เมื่อเทียบกับปี 2557 และภายใน 5 ปีนับจากนี้คาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ 1,000 ล้านบาท ด้วยการมีสาขาเปิดให้บริการอยู่ที่ 15 สาขา
จากแนวโน้มกระแสรักสุขภาพของคนไทยที่ยังคงมาแรง ประกอบกับภาพรวมกำลังซื้อที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ภายหลังจากสถานการณ์แวดล้อมเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เชื่อว่าธุรกิจฟิตเนสในปีนี้น่าจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่ใครขึ้นเป็นผู้นำในธุรกิจคงต้องวัดกันที่คุณภาพ ราคา และบริการที่โดนใจ


