
โมบายแบงก์กิ้ง (3)
โดย...ต้นหลิว
โดย...ต้นหลิว
เราเคยเกริ่นถึงปัญหาความปลอดภัยในการใช้งานโมบายแบงก์กิ้งไปคร่าวๆ ในครั้งที่แล้วว่า แม้จะมีการพัฒนาซอฟต์แวร์หรือระบบต่างๆ ขึ้นมาป้องกันเหล่าแฮ็กเกอร์และการโจรกรรมไฮเทคมากแค่ไหน แต่ก็ยังมีพวกช่องโหว่ที่ผู้ใช้งานอย่างเราอาจคาดไม่ถึงอยู่ดี
สัปดาห์นี้เรามาดูนวัตกรรมใหม่ๆ ที่คิดค้นขึ้นมาเพื่ออุดช่องโหว่เหล่านี้กันดีกว่าค่ะ ที่มาแน่ๆ และน่าจะมีใช้งานในบ้านเราในอีกไม่นานนี้ด้วย ก็คือ ระบบไบโอเมทริค (Biometric) หรือการใช้ข้อมูลด้านชีวภาพมาผสานเข้ากับเทคโนโลยีเพื่อยืนยันตัวตนของเรา เช่น การใช้ลายนิ้วมือ หรือการสแกนม่านตา แบบเดียวกับที่เราเคยเห็นตามหนังไซ-ไฟอย่าง
Mission Impossible ที่พอสซิเบิ้ลไปบ้างแล้ว
ที่จริงแล้ว ไบโอเมทริคไม่ใช่เรื่องใหม่และมีการคุยกันมานานกว่าสิบปี เพียงแต่มีราคาแพงมากจนทำให้การใช้งานยังจำกัดอยู่ในวงการความมั่นคงเป็นส่วนใหญ่ เช่น ที่เห็นได้ชัด ก็คือ ด่านตรวจคนเข้าเมืองตามสนามบินทั่วโลก ปัจจุบันระบบนี้มีราคาถูกลงมาแล้ว เช่น ประตูที่ติดตั้งระบบไบโอเมทริค 1 บาน จะใช้เงินลงทุน (เบ็ดเสร็จ) ประมาณ 5,000-1 หมื่นเหรียญสหรัฐ จากหลักแสนในช่วงเกือบ 10 ปีก่อน ทำให้เริ่มเห็นการใช้งานตามบริษัทใหญ่ๆ กันมากขึ้น
สำหรับแวดวงธนาคารเริ่มเห็นนำระบบดังกล่าวมาใช้งานจริงบ้างแล้วในช่วงนำร่อง เริ่มที่ธนาคารอาร์บีเอส ในอังกฤษ ที่นำระบบสแกนลายนิ้วมือมาใช้ทดแทนการใส่รหัสกับโมบายแบงก์กิ้งเป็นแห่งแรก โดยประเดิมกับมือถือและแท็บเล็ตระบบ ios ของค่ายแอปเปิ้ลก่อน และต้องเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ตั้งแต่รุ่น 5s ขึ้นไป และมีแบงก์แทนเจอรีนในแคนาดา ในเครือของสโกเทียแบงก์ ก็เริ่มใช้ไบโอเมทริคกับลูกค้าที่ใช้แอปเปิ้ลเช่นกัน
ตัวอย่างเหล่านี้อาจจะยังดูเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไกลตัวเรา แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องมาถึงจนได้ค่ะ อาจจะไม่ได้ผ่านมาทางแบงก์พาณิชย์ แต่มาทางบริษัทการเงินต่างๆ เช่น วีซ่า หรือมาสเตอร์การ์ด ที่กำลังพัฒนามาตรฐานการยืนยันตัวตนใหม่ในระบบการชำระเงินออนไลน์ เพราะมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2018 การชำระเงินผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 30% ของการค้าปลีกในโลกออนไลน์ และในบ้านเราเองก็มีการใช้งานโมบายแบงก์กิ้งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดูได้จากตัวเลขล่าสุดของแบงก์ชาติที่เป็นข่าวไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
สำหรับประเทศไทยเราอาจจะมาช้ากว่าใครเขาหน่อย แต่ดูทรงแล้วมาแน่นอนค่ะ







