
7 ขั้นหาคู่ค้าญี่ปุ่น ร่วมทุนบุกอาเซียน
ในจำนวนบริษัทกว่า 8,000 ราย ที่เข้ามาจัดตั้งบริษัทในไทย สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ได้ประเมินว่าเป็นบริษัทขนาดใหญ่กว่า 1,500 บริษัท ที่เหลือเป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยในปี 2558 คาดว่าจะมีเอสเอ็มอีญี่ปุ่นเข้ามาในไทยมากขึ้น โดยมาในรูปแบบกลุ่มจังหวัด และสร้างเครือข่ายธุรกิจกับไทย ในชื่อโครงการ “โอตาไก โปรเจกต์”
ในจำนวนบริษัทกว่า 8,000 ราย ที่เข้ามาจัดตั้งบริษัทในไทย สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ได้ประเมินว่าเป็นบริษัทขนาดใหญ่กว่า 1,500 บริษัท ที่เหลือเป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยในปี 2558 คาดว่าจะมีเอสเอ็มอีญี่ปุ่นเข้ามาในไทยมากขึ้น โดยมาในรูปแบบกลุ่มจังหวัด และสร้างเครือข่ายธุรกิจกับไทย ในชื่อโครงการ “โอตาไก โปรเจกต์”
- รู้จักโอตาไก โปรเจกต์
“รังสรรค์ เลิศในสัตย์” คณบดีคณะบริหารธุรกิจ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ในปีนี้รัฐบาลญี่ปุ่นส่งเสริมการลงทุนของผู้ประกอบการญี่ปุ่นรูปแบบ “โอตาไก โปรเจกต์” (Otagai Project) หรือการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จากก่อนหน้านี้เคยมีโครงการเกิดขึ้นช่วงปี 2554 ที่ประเทศญี่ปุ่นประสบวิกฤตสึนามิ และไทยเจออุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งมีความร่วมมือดังกล่าว หลังจากนั้นโครงการก็เงียบไป
“โอตาไก โปรเจกต์” ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง เพราะที่ผ่านมาเอสเอ็มอีญี่ปุ่นที่เข้ามาในไทย พบว่าผู้ประกอบการไทยมีความกังวลจะได้รับผลกระทบ ดังนั้นโอตาไก โปรเจกต์ คือการส่งเสริมความร่วมมือและทำคู่เป็นกลุ่มธุรกิจ คลัสเตอร์ ระหว่างญี่ปุ่นและไทยให้มีมากขึ้น โดยเสริมจุดเด่นซึ่งกันและกัน ซึ่งญี่ปุ่นมีจุดเด่นด้านเทคโนโลยี และจะเข้ามาพัฒนาให้เกิด “ไทยแบรนด์” จึงเป็นผลดีทั้งญี่ปุ่นและเอสเอ็มอีไทย ในเบื้องต้นจะมีผู้ประกอบการญี่ปุ่นกว่า 15 กลุ่มเตรียมจับคู่ทางธุรกิจกับเอสเอ็มอีไทย ซึ่งสถาบันพร้อมให้คำแนะนำและจับคู่ทางธุรกิจ
- สัมผัสคูลเจแปน
อีกสิ่งที่เห็นเด่นชัด คือ การส่งออกวัฒนธรรมจากญี่ปุ่นที่เรียกว่า “คูลเจแปน” ผ่านทั้งอาหาร การ์ตูนแอนิเมชั่น และบริการแบบญี่ปุ่นเรียกว่า “Omotenashi” ที่เป็นวัฒนธรรมการบริการแบบอบอุ่น จะเห็นในไทยมากขึ้น และสถาบันพร้อมให้ความรู้ในเรื่องนี้
- 7 ขั้นหาคู่ค้าซามูไร
การเลือกหาคู่ค้าเป็นประเทศญี่ปุ่นจะส่งผลบวกต่อเอสเอ็มอีไทยระยะยาว เป็นผลดีต่อเอสเอ็มอีญี่ปุ่นเช่นกัน เพราะเสริมจุดแข็งทางธุรกิจกันและกัน โดยการหาคู่ค้าเป็นญี่ปุ่นต้องเริ่มจาก 1.ไปร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศ และหากมีงบจำนวนมากควรไปร่วมงานแสดงสินค้าที่ญี่ปุ่น ซึ่งหลายบริษัทไทยประสบความสำเร็จมาแล้วด้วยวิธีนี้
2.รู้จักด้วยการแนะนำผ่านบริษัทที่น่าเชื่อถือ จะสร้างความเชื่อมั่นตั้งแต่ระยะแรก 3.เข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่น เมื่อเจอครั้งแรกต้องแสดงความจริงใจ แสดงออกถึงความเคารพกันและกัน 4.รู้จักวิธีการคิดแบบญี่ปุ่น เพราะผู้ประกอบการญี่ปุ่นคิดแบบนักลงทุน มองระยะยาว แตกต่างจากไทยที่คิดแบบพ่อค้า มองระยะสั้น ต้องได้กำไรทันที ซึ่งตรงนี้มีความสำคัญ เพราะลงทุนระยะยาว จะได้กำไรระยะยาวที่มั่นคงและคุ้มค่า
5.เข้าใจภาษาญี่ปุ่นหรือมีล่ามเป็นชาวญี่ปุ่น เพราะภาษาเป็นตัวนำไปสู่การเรียนรู้วัฒนธรรมที่ดี 6.ต้องเข้าใจการรอคอย เพราะบริษัทญี่ปุ่นต้องเลือกอย่างรอบคอบ และ 7.เมื่อได้คู่ค้า ต้องตกลงทำความเข้าใจทางธุรกิจให้ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องแบ่งการบริหารงานต่างๆ
- ร่วมมือรุกเออีซี
คำถามต่อไป เมื่อเอสเอ็มอีญี่ปุ่นจะเข้ามาในไทยมากขึ้นเอสเอ็มอีไทยควรปรับกลยุทธ์ทำธุรกิจอย่างไรเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด และข้อมูลจากธนาคารกสิกรไทย ยืนยันว่าจะมีเอสเอ็มอีญี่ปุ่นเข้ามาในไทยปีนี้อีก 80-100 บริษัท มูลค่าลงทุน 5,000 ล้านบาท และในปี 2560 รัฐบาลญี่ปุ่นส่งเสริมเอสเอ็มอีญี่ปุ่นลงทุนนอกประเทศกว่า 1 หมื่นบริษัท
สอดคล้องกับบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย ที่ระบุว่า โอกาสตลาดอาเซียนมีอีกมาก จากประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคน หรือ 10% ของประชากรโลก มีขนาดเศรษฐกิจ (จีดีพี) รวมกว่า 2.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก เศรษฐกิจเติบโต 4-5% อาเซียนจึงเป็นตลาดที่มีความสำคัญต่อเอสเอ็มอีไทย ดังนั้นการหาคู่ค้าจับมือเป็นพันธมิตรกับนักลงทุนญี่ปุ่นเพื่อร่วมขยายตลาดอาเซียน จึงเป็นโอกาสที่ดีของเอสเอ็มอีไทย







