
‘เอก สุวัฒนพิมพ์’ ลงทุนเพื่ออนาคต
‘เอก สุวัฒนพิมพ์’ ลงทุนเพื่ออนาคตบงกชรัตน์ สร้อยทอง
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
‘เอก สุวัฒนพิมพ์’ ลงทุนเพื่ออนาคตบงกชรัตน์ สร้อยทอง
“เอก สุวัฒนพิมพ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีลิค คอร์พผู้ผลิต พัฒนา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์กาวอุตสาหกรรมและเคมีภัณฑ์ ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมตัวยื่นไฟลิ่งเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ปี 2559 โดยมี บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ (APM) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
ทว่ามุมมองเรื่องการลงทุนสำหรับผู้บริหารวัย 39 ปีคนนี้ ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะส่วนตัวเขาเชื่อว่าการลงทุนเป็นสิ่งจำเป็นและควรทำ เพื่อจะทำให้การใช้ชีวิตในอนาคตมีความมั่นคงและอยู่อย่างปลอดภัย
เขาได้นำสิ่งดีๆ เกี่ยวกับการลงทุนมาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายหลักของบริษัทที่ต้องการดูแลบุคลากรเป็นอย่างดี เนื่องจาก
เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของ
บริษัท หลายคนก็อยู่กันมาหลายสิบปีและช่วยให้บริษัทมีการเติบโตมาทุกวันนี้
ดังนั้น อยากให้พนักงานมีอนาคตดทางด้านการเงินที่เพียบพร้อมไปด้วยตลอดของการทำงานที่นี่ และช่วยลดต้นทุนการเงินหรือความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงเริ่มตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้พนักงานเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา โดยหวังว่าหลังพวกเขาเกษียณจะมีเงินก้อนและมีเงินเย็นเก็บไว้
สำหรับการลงทุนส่วนตัวของผู้ชายคนนี้ก็ยังให้คำนิยามเช่นเดียวกันว่า การลงทุนเป็นสิ่งจำเป็นและเพื่ออนาคตที่ปลอดภัย
จุดเริ่มต้นการลงทุนในหุ้นเกิดขึ้นหลังกลับมาจากเรียนที่ต่างประเทศได้ลองลงทุนหุ้นดูแต่ลงทุนแบบที่ไม่ได้มีความรู้หรือลงรายละเอียดมาก ประกอบกับมีเวลาน้อยลงเพราะเป็นช่วงเริ่มต้นที่ต้องเข้ามาดูแลบริษัทด้วย
ผ่านไปสักระยะมองว่า ควรมีกลยุทธ์ในการลงทุนด้วยแต่พยายามจะเลือกหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เราเข้าใจวงจรหรือฤดูกาล เช่น กลุ่มปิโตรเคมี เพราะกลุ่มนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับราคาวัตถุดิบที่เป็นส่วนผสมที่มาใช้ผลิตสินค้ากาวหรือโซเวนท์ของบริษัท เราจะรู้ว่าราคาวัตถุดิบมีการขึ้นลงเป็นอย่างไร หรือกลุ่มท่องเที่ยวที่สามารถติดตามข้อมูลจากข่าวสารได้ง่ายว่าช่วงไหนเป็นฤดูไฮซีซั่นหรือโลว์ซีซั่น หรือจากภาพรวมของการเติบโตศรษฐกิจหรือความรู้สึกที่เห็นจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามา
นอกจากนั้น ต้องดูว่าหุ้นกลุ่มนี้มีความสามารถในการจ่ายปันผลมากน้อยขนาดไหน ประกอบกับหลังๆ จะเน้นไปซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เป็นหลักด้วย ซึ่งเหมาะกับเราที่ถือยาวแถมยังได้ลดภาษีด้วย
“ปกติเลือกลงหุ้นเน้นมีปัจจัยพื้นฐานเป็นหลักและรู้จักในธุรกิจนั้นอย่างชัดเจน เช่น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ที่ถือว่ามีความแข็งแกร่งมาก ทั้งมีผลประกอบการที่เติบโต มีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และมีการจ่ายปันผลในอัตราที่สูง”
สำหรับเวลาเข้าลงทุนส่วนใหญ่ก็จะมีราคาในใจบ้าง แต่หากมองแล้วว่าบริษัทนั้นๆ มีการขยายการลงทุนในอนาคต ถึงราคาปัจจุบันจะอยู่ที่เท่าไรก็มักจะทยอยเข้าไปลงทุนเฉลี่ยไว้ เนื่องจากการเข้าไปลงทุนแต่ละตัวจะเน้นระยะยาวประมาณ 5-10 ปี จึงมั่นใจว่าการลงทุนในระยะยาวขนาดนั้น อย่างน้อยราคาต้องมีการปรับขึ้นรวมถึงมูลค่าของบริษัทด้วย ขณะที่ระหว่างทางก็จะได้รับเงินปันผลทุกปี อีกทั้งเงินที่เข้าไปซื้อเป็นเงินเย็นที่กันไว้เพื่ออนาคต ดังนั้นจึงไม่ค่อยขายตัดขาดทุน (คัตลอส)
“เอก” บอกว่า วิธีการลงทุนแต่ละคนคงแตกต่างกัน ในแบบเขาก็เหมาะสมกับเขา ซึ่งอาจจะไม่ใช่ต้นแบบที่ดีของคนที่ต้องการลงทุนเห็นผลระยะกลาง-สั้น เพราะเขาเน้นลงทุนเพื่ออนาคตมากกว่าลงทุนเพื่อวันนี้ และที่สำคัญงานหลักคือการทำงานบริษัท ดังนั้นเชื่อว่าการลงทุนเป็นสิ่งที่ทำให้เงินทำงานได้ แต่ไม่ใช่ต้องตามดูพอร์ตถี่จนงานหลักเสีย







