
องค์ประกอบ ค่าพรีเมียมออปชั่น
การใช้โปรแกรม Options Wizard เพื่อซื้อ Options ทำกำไรตามทิศทางของ SET50 Index
โดย...บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย)
การใช้โปรแกรม Options Wizard เพื่อซื้อ Options ทำกำไรตามทิศทางของ SET50 Index นั้น เบื้องต้นต้องมีการคาดการณ์เกี่ยวกับทิศทางและระดับของดัชนีอ้างอิงว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในอนาคต แล้วจึงเลือกตัดสินใจว่าจะซื้อหรือ Long ออปชั่นหรือไม่ อย่างไรก็ตามราคาหรือค่าพรีเมียมของออปชั่นก็เป็นอีกปัจจัยที่ผู้ลงทุนต้องคำนึงถึงก่อนที่จะตัดสินใจ ในครั้งนี้คอลัมน์นัดพบ TFEX ขอนำรายละเอียดของค่าพรีเมียมของออปชั่นว่ามีองค์ประกอบอย่างไร
เมื่อนึกถึงปัจจัยที่กระทบกับราคาซื้อขายของ Options ตัวแปรแรกที่ผู้ลงทุนส่วนใหญ่นึกถึง คือ การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าอ้างอิงที่ผู้ลงทุนอาจใช้เป็นปัจจัยในการซื้อขายในแต่ละวัน โดยผลกระทบที่จะมีต่อออปชั่นจะขึ้นอยู่กับประเภทของออปชั่นและต้องใช้ระดับราคาใช้สิทธิของสัญญารุ่นนั้นๆ มาพิจารณา ดังนั้นปัจจัยแรกที่จะกระทบเรียกได้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับราคาของสินค้าอ้างอิงและราคาใช้สิทธิของออปชั่นรุ่นนั้นๆ โดยตรง นอกจากนี้ยังมีตัวแปรที่สำคัญอีกประการที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถึงแม้ราคาสินค้าอ้างอิงไม่ขยับหรือตัวแปรอื่นๆ ที่กำหนดราคา Options ไม่แปรเปลี่ยนก็ตาม ตัวแปรที่สองที่ผมจะกล่าวถึงเพิ่มเติมนี้ คือ เวลา หรืออายุของ ออปชั่นที่คงเหลือก่อนถึงวันใช้สิทธิ
เนื่องจากคอลออปชั่น (Call Options) คือ สิทธิซื้อสินค้าอ้างอิงในอนาคตตามราคาที่ระบุไว้ ในขณะที่พุทออปชั่น (Put Options) คือ สิทธิขายสินค้าอ้างอิงในอนาคตตามราคาที่ระบุ ทั้งคอลออปชั่นและพุทออปชั่น จะกำหนดราคาสินค้าที่ผู้ถือออปชั่นสามารถใช้สิทธิซื้อหรือขายนี้ไว้ชัดเจนว่าที่เท่าไร หรือที่เราเรียกกันว่า “ราคาใช้สิทธิ” ดังนั้นหากดัชนีอ้างอิงหรือ SET50 Index มีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จะส่งผลต่อค่าพรีเมียมต่อทั้ง Call Options และ Put Options แต่มีทิศทางตรงกันข้าม กล่าวคือ สำหรับ Call Options การเพิ่มขึ้นของดัชนีอ้างอิงจะส่งผลในด้านบวก เนื่องจากออปชั่นดังกล่าวเป็นสิทธิซื้อที่ได้ล็อกราคาใช้สิทธิซื้อไว้แล้ว ดังนั้นหากจำเป็นต้องใช้สิทธิทันทีก็จะได้กำไรมากขึ้น ในขณะที่หากดัชนีลดต่ำลงก็จะกดดันให้พรีเมียมของ Call Options ลดต่ำลง เรียกได้ว่าพรีเมียม Call Options เปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกับการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าอ้างอิง
สำหรับ Put Options ผู้ลงทุนคงจะคาดเดาได้ว่าพฤติกรรมของพรีเมียมจะเป็นไปในทางกลับกันการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าอ้างอิง เนื่องจาก Put Options เป็นสิทธิขายที่ล็อกราคาขายไว้ตามราคาใช้สิทธิตายตัว ดังนั้นหากดัชนีปรับเพิ่มขึ้นแสดงว่าสิทธิขายที่กำหนดราคาขายแล้ว อาจจะมีความน่าสนใจหรือมีกำไรได้น้อยลงนั้นเอง ดังนั้นองค์ประกอบส่วนแรกของพรีเมียมของออปชั่น คือ ส่วนต่างระหว่างราคาสินค้าอ้างอิงและราคาใช้สิทธิ โดยพิจารณาด้วยหลักการเบื้องต้นว่าหากใช้สิทธิได้ในวันนี้ จะได้เงินกำไรจากการใช้สิทธิเท่าไรซึ่งจะเท่ากับส่วนต่างของราคาสินค้าอ้างอิงปัจจุบันและราคาใช้สิทธิหรือ Intrinsic Value ของออปชั่น
สำหรับ Call Options ที่มีความสัมพันธ์เป็นทางเดียวกับราคาสินค้าอ้างอิงการคำนวณ Intrinsic Value ของ Call Options จึงเท่ากับราคาสินค้าอ้างอิงหักราคาใช้สิทธิ ในขณะที่ Put Options ที่เป็นสิทธิขายและมีความสัมพันธ์ในทางตรงข้ามกับการเปลี่ยนแปลงของสินค้าอ้างอิง ก็จะคำนวณค่า Intrinsic Value ของ Put Options ได้จากราคาใช้สิทธิหักราคาสินค้าอ้างอิง ทั้งนี้อาจสงสัยกันว่าในกรณีที่ส่วนต่างมีค่าติดลบ อย่างเช่น SET50H15C1050 ซึ่งเป็น Call Options เดือน มี.ค. ที่ราคาซื้อ 1,050 จุด ในขณะที่ดัชนี SET50 ในปัจจุบันอยู่ที่ 1,027 จุด ส่วนต่างที่ได้จะเท่ากับ – 23 (1,027–1,050) จะตีความว่าอย่างไร
สำหรับกรณีเช่นนี้ เราจะมองว่าค่า Intrinsic Value มีค่าเท่ากับศูนย์ เนื่องจากผู้ลงทุนไม่ใช้สิทธิ หรือไม่ได้กำไรจากการใช้สิทธินั้นเอง แต่ค่าพรีเมียมของออปชั่นยังประกอบด้วยมูลค่าที่คาดว่าดัชนีจะเปลี่ยนแปลงไปและสร้างกำไรได้ในช่วงที่อายุยังเหลืออยู่ ดังนั้นจากในกรณีของ SET50H15C1050 ถึงแม้จะมี Intrinsic Value เท่ากับศูนย์ก็ตาม แต่หากเข้าไปดูในตลาด TFEX ยังมีการซื้อขายอยู่ที่ราคาประมาณ 3.90 จุด ซึ่งในส่วนนี้เป็นการให้ราคาของ Call Options ที่คาดว่าอีก 1 เดือนที่เหลือนี้หรือก่อนที่สัญญาเดือน มี.ค.จะครบอายุ ยังมีเวลาให้ดัชนีปรับและไปอยู่ในระดับที่สร้างกำไรได้ในอนาคต เราเรียกค่าออปชั่นส่วนที่สองนี้ว่า Time Value ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสที่สินค้าอ้างอิงจะปรับเปลี่ยนและอยู่ในระดับที่จะช่วยสร้างกำไรให้กับผู้ถือออปชั่นอย่างไร
ซึ่งสัญญาที่มีอายุคงเหลือน้อยก็จะมี Time Value น้อยกว่าสัญญาที่มีอายุคงเหลือมาก เช่น หากพิจารณาสัญญา S50M15C1075 ซึ่งมีราคาใช้สิทธิเท่ากับออปชั่นในตัวอย่างแรก ทั้งสองรุ่นนี้จะมี Intrinsic Value เท่ากับ 0 เช่นเดียวกัน แต่ Time Value พบว่าสัญญาที่ครบอายุเดือน มิ.ย. ยังมีเวลาเหลืออีกกว่า 4 เดือน จะมี Time Value สูงกว่าออปชั่นแรก เมื่อไปดูข้อมูลการซื้อขายในตลาดพบว่า S50M15C1075 มีการซื้อขายอยู่ที่ราคาพรีเมียม 16 จุด สูงกว่าพรีเมียมของสัญญาเดือน มี.ค.
สรุปราคาของออปชั่นที่ซื้อขายในตลาดประกอบด้วย 2 ส่วน คือ Intrinsic Value และ Time Value โดยส่วนแรก ค่า Intrinsic Value ผู้ลงทุนคำนวณได้ทันทีเนื่องจากทราบระดับราคาสินค้าอ้างอิงและราคาใช้สิทธิอยู่แล้วและมีค่าชัดเจน ส่วน Time Value เกิดจากการนำราคาออปชั่นมาหักด้วย Intrinsic Value ซึ่งเปลี่ยนแปลงตามระยะเวลาที่ลดลงของอายุคงเหลือของออปชั่น







