
ตลาดหุ้นต่างประเทศและโอกาส ในการลงทุน
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน ผ่านไปอีกสองสัปดาห์ ตรุษจีนก็ได้ผ่านพ้นไป วันนี้ผมจะขอเขียนถึงสถานการณ์การลงทุนทั่วโลก พร้อมกับนำเสนอโอกาสในการลงทุนในบางกองทุนที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นอีกช่องทางในการกระจายการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน
สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน ผ่านไปอีกสองสัปดาห์ ตรุษจีนก็ได้ผ่านพ้นไป วันนี้ผมจะขอเขียนถึงสถานการณ์การลงทุนทั่วโลก พร้อมกับนำเสนอโอกาสในการลงทุนในบางกองทุนที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นอีกช่องทางในการกระจายการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน
อย่างที่ทราบว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกามีการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งย่อมส่งผลเชิงบวกต่อตลาดหุ้นเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดีการปรับตัวของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกามิได้ปรับขึ้นในอัตราที่เท่าๆ กัน มีบางกลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดโดยรวม เช่น หุ้นกลุ่มไบโอเทคโนโลยี กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มเทคโนโลยี เป็นต้น การปรับตัวที่ดีกว่าตลาดหุ้นของกลุ่มดังกล่าวสอดคล้องกับการคาดการณ์ถึงเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าจะมีความกดดันเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาอยู่เป็นระยะๆ แต่ด้วยปัจจัยพื้นฐานและราคาเป้าหมายของหุ้นกลุ่มเหล่านี้น่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนได้อีกระยะหนึ่ง
กองทุนที่ลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกามีให้นักลงทุนเลือกมากมายหลาย บลจ. แต่จะพูดถึงเฉพาะกองทุนที่น่าสนใจ ได้แก่ 1.กองทุนหุ้นในกลุ่มธุรกิจเฮลท์แคร์ ซึ่งมีให้เลือกหลายกองทุน แต่ละกองทุนมีนโยบายการลงทุนที่ต่างกัน ผลตอบแทนที่ผ่านมาจึงสะท้อนถึงนโยบายการลงทุนของแต่ละผู้จัดการกองทุน เช่น ในช่วงที่ผ่านมากลุ่มไบโอเทคเป็นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนที่สูงเมื่อเทียบกับกลุ่มเฮลท์แคร์อื่นๆ เป็นต้น กองทุนที่นักลงทุนสามารถลงทุนได้ เช่น กองทุน UOB Smart Global Healthcare Fund และกองทุน Krungsri Global Healthcare Equity Dividend Fund เป็นต้น2.กองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ซึ่งตลาดหุ้นได้ตอบรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ กองทุนที่น่าสนใจเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Nasdaq ซึ่งได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยี เช่น กองทุน K US Equity NDQ 100 Index Fund นอกจากนั้นถ้าเศรษฐกิจอเมริกายังคงเติบโตอย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง กองทุนที่เน้นกลุ่มธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากวัฏจักรธุรกิจขาขึ้นจะได้รับผลตอบแทนที่ดี
นอกเหนือจากการลงทุนตลาดทุนในประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว มาตรการ QE ที่ทางธนาคารกลางยุโรปประกาศออกมาและจะเริ่มอัดฉีดสู่ตลาดในเดือน มี.ค.นี้ ในปริมาณเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร ซึ่งจะส่งผลบวกต่อสภาพคล่องที่จะไหลเข้าสู่ระบบและตลาดทุนบางส่วน นอกจากนั้นสถานการณ์ความเสี่ยงของกรีซที่มีโอกาสที่จะออกจากยูโรโซนแม้จะยังยืดเยื้ออยู่ แต่ไม่น่าส่งผลกระทบทางลบต่อตลาดทุนยุโรปอย่างรุนแรงนัก ดังนั้นการลงทุนในตลาดทุนยุโรป น่าจะเป็นโอกาสให้นักลงทุนสามารถกระจายการลงทุน กองทุนที่เน้นลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปได้แก่ ASP-EUROPE VALUE กองทุน TMB European Growth fund เป็นต้น
อย่างไรก็ดี สิ่งที่นักลงทุนควรให้ความระมัดระวัง คือ เรื่องค่าเงินยูโรซึ่งมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นกองทุนที่ลงทุนควรทำการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและการฟื้นตัวของ
ยูโรโซนยังคงอยู่ในภาวะที่เปราะบาง นักลงทุนควรติดตามข้อมูลและปรับน้ำหนักการลงทุนตามสถานการณ์
ท้ายสุดตลาดทุนที่น่าสนใจอีกหนึ่งตลาด ได้แก่ ตลาดหุ้นของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับประโยชน์จากปัจจัยบวก เช่น ต้นทุนการผลิตลดลงเนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ประกอบกับค่าเงินเยนที่ลดลงส่งผลดีต่อการส่งออก รวมถึงมาตรการปรับลดของภาษีนิติบุคคล กองทุนที่น่าสนใจ เช่น กองทุน SCB NIKKEI 225 FUND เป็นต้น เช่นเดียวกับการลงทุนในตลาดยุโรป การลงทุนในประเทศญี่ปุ่นนักลงทุนควรเลือกกองทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และควรติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังมีความเปราะบางอยู่
ครับ สุดท้ายแม้การกระจายความเสี่ยงจะให้ผลดีต่อการลงทุน แต่ก็ยังอยากให้ท่านผู้อ่านศึกษาข้อมูลการลงทุนให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน และขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุนครับ
ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศการลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวน และความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนก่อนการตัดสินใจลงทุน







