
สถาบัน-โบรกเกอร์มองหุ้นแย่ลง
เผยผลสำรวจ สถาบันไทย-ต่างประเทศ และพอร์ตโบรกเกอร์ มีความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นลดลง อสังหาฯ และรับเหมาฯ น่าสนใจมากที่สุด
เผยผลสำรวจ สถาบันไทย-ต่างประเทศ และพอร์ตโบรกเกอร์ มีความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นลดลง อสังหาฯ และรับเหมาฯ น่าสนใจมากที่สุด
นายกำพล ปัญญาโกเมศ รองอธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ในกรอบทรงตัว (Neutral) มาอยู่ที่ระดับ 118.64 จุด เพิ่มขึ้น 2.64% จากดัชนีเดือนที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาผลสำรวจของผู้ลงทุนแต่ละกลุ่ม พบว่านักลงทุนกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ สถาบันในประเทศและสถาบันต่างประเทศ ค่าดัชนีความเชื่อมั่นแต่ละกลุ่มปรับตัวลดลง โดยกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ (พอร์ตโบรกเกอร์) จากระดับ 140 จุด ลดลง 16.67% มาอยู่ที่ระดับ 120 จุด สถาบันในประเทศ จาก 108.33 จุด ลดลง 0.59% มาอยู่ที่ 107.69 จุด และสถาบันต่างประเทศ จาก 116.67 จุด ลดลง 3.57% มาอยู่ที่ 112.50 จุด ทั้งนี้แม้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันเหล่านี้จะลดลง แต่ยังอยู่ในกรอบ Neutral หรือระหว่าง 80-120 จุด
ทั้งนี้ แต่จากผลสำรวจกลับพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยกลับเพิ่มจาก 113 จุด เพิ่มขึ้น 4.8% มาอยู่ที่ระดับ 119.33 จุด
“แม้ว่าค่าความเชื่อมั่นของนักลงทุน 3 กลุ่มลดลง โดยเฉพาะกลุ่มหลักทรัพย์ดัชนีความเชื่อมั่นจากแนวโน้มร้อนแรง (Bullish) ลดมาอยู่ระดับทรงตัว สอดคล้องกับมูลค่าการซื้อขายในช่วงเดือน มี.ค. ที่มียอดขายสุทธิ 2,400 ล้านบาท แต่โดยภาพรวมค่าดัชนีกลับเป็นบวก เนื่องจากค่าดัชนีรวมจะให้น้ำหนักตามมูลค่าการซื้อขาย ซึ่งตลาดหุ้นมีรายย่อยมีการซื้อขายสูงสุด” นายกำพล กล่าว
อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่จะมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นในอีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่านักลงทุนรายย่อย กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ สถาบันในประเทศ ได้ให้ความสำคัญต่อสถานการณ์ต่างประเทศมากที่สุด รองลงมาคือเศรษฐกิจในประเทศ และนโยบายด้านเศรษฐกิจ
ขณะที่นักลงทุนสถาบันต่างประเทศกลับให้ความสำคัญกับปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศ ตามด้วยนโยบายเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับสถานการณ์ต่างประเทศน้อยที่สุด
ขณะเดียวกัน จากผลสำรวจยังพบว่า ในสายตาของนักลงทุนรายย่อย บัญชีกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ และนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ มีความเห็นตรงกันว่าหมวดอสังหาริมทรัพย์และรับเหมาก่อสร้างมีความน่าสนใจลงทุนมากที่สุด ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศกลับเห็นต่าง มองว่าหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและการสื่อสาร มีความน่าสนใจลงทุนมากที่สุด
นอกจากนี้ ยังพบว่านักลงทุนรายย่อย สถาบันในประเทศ และสถาบันต่างประเทศ มองว่าหมวดเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารไม่น่าลงทุนมากที่สุด ขณะที่บัญชีบริษัทหลักทรัพย์มองว่ากลุ่มทรัพยากรไม่น่าลงทุนมากที่สุด
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี กล่าวว่า แนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจของประเทศยังคงไม่แข็งแกร่งมาก แต่ยังไม่เผชิญกับภาวะเงินฝืด แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะออกมาติดลบถึง 2 เดือนติดต่อกัน โดยประเมินอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 0.7% ในปีนี้
สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินในวันที่ 11 มี.ค.นี้ คาดว่าน่าจะคงมติไว้ที่ระดับ 2% เพราะมองว่าการส่งผ่านนโยบายการเงินจะใช้เวลา 2 ไตรมาส เรียกได้ว่าผ่านจุดเหมาะสมในการลดดอกเบี้ยไปแล้ว ในความเป็นจริงช่วงเวลาเหมาะสมน่าจะเป็นไตรมาส 4 ของปี 2557 ดังนั้นขณะนี้ควรเก็บกระสุนไว้ใช้ในยามจำเป็น หรือในภาวะเศรษฐกิจโลกอ่อนตัวในอนาคต
นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ไตรมาสแรกนี้น่าจะเป็นช่วงที่ดีที่สุดของตลาดหุ้น เพราะไม่มีปัจจัยลบเข้ามารบกวน แต่เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 2 ตลาดจะมีความผันผวนมากขึ้น จากปัจจัยภายนอกที่มีความเสี่ยงจากแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ
สำหรับกำไรสุทธิของ บจ.ในปี 2558 จะเพิ่มขึ้น 31% ฟื้นตัวจากปี 2557 ที่คาดว่ากำไรลดลง 12% แต่หากดัชนีหุ้นเพิ่มเกิน 1,650 จุด ถือว่าเป็นระดับที่แพง คิดเป็น พี/อี 16 เท่า แต่หากดัชนีปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 1,520-1,570 จุด ถือว่าเป็นโอกาสในการเข้าไปลงทุน
“คาดดัชนีหุ้นในเดือน มี.ค. ยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,620-1,650 จุด เนื่องจากปัจจัยต่างประเทศมีผลกระทบต่อตลาดลดลง ยุโรปจะเริ่มใช้คิวอีส่งผลให้เงินทุนต่างประเทศไหลเข้า และความคืบหน้าของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ” นายสุกิจ กล่าว







