
เคาะเลือกตั้ง90วัน หลังคลอดกม.ลูก
การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวานนี้ เข้าสู่การพิจารณา “บทเฉพาะ กาล”
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวานนี้ เข้าสู่การพิจารณา “บทเฉพาะ กาล” ซึ่งจะเป็นบทบัญญัติของการกำหนดระยะเวลาของการจัดเลือกตั้ง การรับรองสถานะขององค์กรทางการเมือง และองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่อยู่ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างรัฐธรรมนูญฉบับเก่ากับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการตรากฎหมายที่สำคัญหลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้
ในส่วนของการกำหนดวันเลือกตั้ง สส.นั้น กำหนดไว้ในมาตรา 308 ว่า ต้องจัดเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับตั้งแต่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 3 ฉบับมีผลบังคับใช้ ได้แก่ 1.การเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่งสว. 2.พรรคการเมือง และ 3.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยให้ กกต.ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งแทนคณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) ไปก่อน
ทั้งนี้ มีการคำนวณกันคร่าวๆ ในที่ประชุมคณะ กมธ.ยกร่างฯ ว่า ถ้าสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้ความเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และมีผลบังคับใช้ภายในเดือน ก.ย. การเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นได้ภายใน 180 วัน หรือ 6 เดือนหลังจากนั้น โดยมีลำดับเวลาดังนี้
การจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 3 ฉบับ ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน เผื่อเวลาสำหรับกระบวนการที่ให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ 30 วัน จากนั้นจะดำเนินจัดเลือกตั้งภายใน 90 วันนับตั้งแต่กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ซึ่งคาดว่าวันเลือกตั้งจะอยู่ในช่วงปลายเดือน ก.พ. หรือต้นเดือน มี.ค. เว้นเสียแต่จะทำประชามติก็อาจต้องเลื่อนออกไปเป็นเดือน พ.ค.
ขณะที่กระบวนการในการได้มาซึ่ง สว.ต้องไม่เกิน 150 วันนับตั้งแต่มีการประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 3 ฉบับ แต่ต้องมีการจับสลากออกภายหลังดำรงตำแหน่งครบ 3 ปีแรก
พร้อมกันนี้ เปิดโอกาสให้อดีต สว.ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ลงสมัคร สว.ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ด้วย จากเดิมที่ฝ่ายเลขานุการได้ตัดสิทธิการลงสมัคร สว.ของอดีต สว.ที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับเก่า ซึ่งฝ่ายเลขานุการ อธิบายว่า เนื่องจาก สว.เลือกตั้งเมื่อปี 2551 ได้ดำรงตำแหน่งจนครบวาระ 6 ปี ต่างจาก สว.สรรหาในขณะนั้นที่ต้องผ่านกระบวนสรรหาใหม่เมื่อดำรงตำแหน่งครบ 3 ปีแรก จึงไม่ควรให้ สว.จากการเลือกตั้งเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง
ทว่า สุดท้ายที่ประชุมเห็นตรงกันว่าควรเปิดโอกาสให้อดีต สว.ทุกคนได้ลงสมัคร เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะถึงอย่างไรเสียที่มาของ สว.ก็ได้ถูกปฏิรูปไปแล้วก็ไม่ควรไปตัดสิทธิผู้ใดอีก
สำหรับประเด็นในบทเฉพาะกาลที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้อภิปรายกันมากที่สุดอยู่ที่ “การดำรงอยู่ขององค์กรที่ตั้งขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 และองค์กรอิสระ ภายหลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้”
ที่ประชุมคณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้รับทราบแนวคิดของ “เจษฎ์ โทณะวณิก” หนึ่งใน กมธ.ยกร่างฯ ที่เสนอให้ตัดสิทธิการดำรงตำแหน่งทางการเมืองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) สนช. และ สปช. เป็นเวลา 2 ปี แต่ปรากฏว่ายังไม่ได้พิจารณา
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมก็ได้กำหนดอนาคตของบางองค์กรเอาไว้ ประกอบด้วย 1.ให้ สนช.ทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติต่อไปจนกว่าจะมีวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่จะพิจารณาแต่งตั้งและถอดถอนบุคคลไม่ได้ 2.ให้ ครม.และ คสช.บริหารราชการแผ่นดินต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ 3.ให้ตุลาการศาลทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจนถึงอายุ 65 ปี และให้ทำหน้าที่ผู้พิพากษาอาวุโสจนถึงอายุ70 ปี
แต่กระนั้น ประเด็นหนึ่งที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้จนชะลอการพิจารณาเรื่องนั้นเอาไว้ก่อน คือ การกำหนดสถานะของ สปช.และคณะ กมธ.ยกร่างฯ
ฝ่ายเลขานุการคณะ กมธ.ยกร่างฯ เสนอเป็นบทบัญญัติเบื้องต้นด้วยการกำหนดว่า “ให้ สปช.และ กมธ.ยกร่างฯ สิ้นสุดลงก่อนวันเลือกตั้ง และเพื่อขจัดส่วนได้เสีย ไม่ให้ กมธ.ยกร่างฯ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันพ้นจากตำแหน่ง”
กมธ.ยกร่างฯ จำนวนหนึ่งได้ตั้งข้อสังเกตว่า หากให้ สปช.ทำหน้าที่แค่ก่อนถึงวันเลือกตั้ง อาจทำให้การปฏิรูปประเทศไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมีกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปต้องทำให้เสร็จเป็นจำนวนมาก จึงเสนอให้ สปช.และ กมธ.ยกร่างฯ ได้มีโอกาสทำงานเท่ากับ สนช.จนถึงวันที่มีวุฒิสภาชุดใหม่ คือ ประมาณ 210 วัน
ประเด็นนี้มีบางฝ่ายไม่เห็นด้วย เพราะเป็นระยะเวลาที่มากเกินไป ประกอบกับกระบวนการตรากฎหมายสามารถทำล่วงหน้าก่อนได้โดยไม่ต้องรอจนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แต่ควรให้มี กมธ.ยกร่างฯ อย่างน้อย 2 คน ให้เข้าไปนั่งทำหน้าที่เป็น กมธ.พิจารณาร่างกฎหมาย
ที่ประชุมเห็นชอบกับข้อเสนอนี้ แต่ได้ชะลอการพิจารณาเรื่องการกำหนดหน้าที่ของ สปช.เอาไว้ก่อน เพื่อไปพิจารณาหาข้อสรุปในภายหลัง ซึ่งจะรวมไปถึงการตัดสินด้วยว่าจะให้ คสช. ครม. สปช. และ สนช. ต้องถูกตัดสิทธิห้ามไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญเป็นเวลา 2 ปีหรือไม่ด้วย
ขณะที่การประชุมคณะ กมธ.ยกร่างฯ ในวันนี้จะเป็นการพิจารณาในมาตรา 315 ซึ่งจะเป็นมาตราสุดท้ายของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งมาตราที่่ว่าด้วยการรับรองกิจกรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 หรือการนิรโทษกรรม
คำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะ กมธ.ยกร่างฯ เปิดเผยว่า การประชุมเมื่อวานนี้ยังไม่หารือเรื่องการตัดสิทธิทางการเมืองของแม่น้ำ 5 สายเป็นเวลา 2 ปี แต่การประชุมในวันนี้จะเป็นการประชุมภายในเพื่อพิจารณาบทบัญญัติที่ถูกแขวนไว้ก่อนหน้านี้ เช่น หน้าที่ของ สปช.และ กมธ.ยกร่างฯ ภายหลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ เป็นต้น







