
ประหยัดหมื่นล.แลก‘ผูกขาด’
มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 3 มี.ค. ที่เห็นชอบให้คัดเลือกเอกชนมาลงทุนงานระบบรถไฟฟ้าและเดินรถโครงการไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง-บางแค และเตาปูน-ท่าพระ ใช้รูปแบบการลงทุนแบบ PPP Net Cost และให้เจรจาตรงกับเอกชนรายเดิม หรือ บริษัทรถไฟฟ้ากรุงเทพ (บีเอ็มซีแอล) นั้น
มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 3 มี.ค. ที่เห็นชอบให้คัดเลือกเอกชนมาลงทุนงานระบบรถไฟฟ้าและเดินรถโครงการไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง-บางแค และเตาปูน-ท่าพระ ใช้รูปแบบการลงทุนแบบ PPP Net Cost และให้เจรจาตรงกับเอกชนรายเดิม หรือ บริษัทรถไฟฟ้ากรุงเทพ (บีเอ็มซีแอล) นั้น
การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้เสนอผลศึกษาบริษัท PMC Index Group Consortium ที่ รฟม.ว่าจ้างมาศึกษารูปแบบที่เหมาะสมในการเดินรถไฟฟ้าเส้นดังกล่าวต่อที่ประชุม ครม.ด้วย
ผลศึกษาระบุว่า หากว่าจ้างเอกชนรายเดิมมาเดินรถ จะลดความซ้ำซ้อนการลงทุนและประหยัดงบ 10,430 ล้านบาท จากปกติ แบ่งเป็น ค่าอุปกรณ์งานระบบ 1,810 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการให้บริการเดินรถ 20 ปี 7,870 ล้านบาท ค่าก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงที่บางแค 200 ล้านบาท และค่าซ่อมบำรุงงานโยธาที่สร้างเสร็จแล้วแต่ไม่มีการใช้งาน 430 ล้านบาท
พร้อมทั้งลดระยะเวลาการคัดเลือกเอกชนจากปกติ 1 ปี 6 เดือน เหลือ 7 เดือน และทำให้ประชาชนได้รับความสะดวก
แต่ผลที่จะตามมา คือ บีเอ็มซีแอลจะผูกขาดการเดินรถไฟฟ้าใจกลางเมืองและชานเมืองอย่างน้อย 20 ปี เนื่องจากบีเอ็มซีแอลได้สัญญาสัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเดิม (รถไฟฟ้าใต้ดิน) ทั้งมีสัญญาว่าจ้างเป็นผู้เดินรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงบางใหญ่-บางซื่อ เมื่ออายุสัญญาสัมปทานโครงการเหล่านี้หมดลง และรัฐเปิดประมูลเดินรถไฟฟ้าในอนาคต บีเอ็มซีแอลมีโอกาสได้สัมปทานเดินรถต่อเนื่องอีก 20-30 ปีเลยทีเดียว







