posttoday
ภาษีคณะบุคคลใหม่ ปี 2558 (ตอน 2)

ภาษีคณะบุคคลใหม่ ปี 2558 (ตอน 2)

05 มีนาคม 2558

ครั้งที่แล้วเราได้คุยกันเกี่ยวกับพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 39) พ.ศ. 2557 ที่ได้มีการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเงินได้จากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล โดยมีสาระสำคัญ คือ ยกเลิกการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับส่วนแบ่งของกำไรหรือส่วนแบ่งเงินได้จากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลตามมาตรา 42 (14) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น หากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลแบ่งส่วนแบ่งของกำไรหรือส่วนแบ่งเงินได้ให้แก่หุ้นส่วนในปีภาษีใด ให้หุ้นส่วนหรือบุคคลนั้นต้องนำส่วนแบ่งของกำไรหรือส่วนแบ่งเงินได้ ซึ่งถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร มารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้กับเงินได้พึงประเมินประเภทอื่นๆ ที่ได้รับ

ครั้งที่แล้วเราได้คุยกันเกี่ยวกับพระราชบัญญัติแก้ไขประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 39) พ.ศ. 2557 ที่ได้มีการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีเงินได้จากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล โดยมีสาระสำคัญ คือ ยกเลิกการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับส่วนแบ่งของกำไรหรือส่วนแบ่งเงินได้จากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลตามมาตรา 42 (14) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น หากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลแบ่งส่วนแบ่งของกำไรหรือส่วนแบ่งเงินได้ให้แก่หุ้นส่วนในปีภาษีใด ให้หุ้นส่วนหรือบุคคลนั้นต้องนำส่วนแบ่งของกำไรหรือส่วนแบ่งเงินได้ ซึ่งถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร มารวมคำนวณเสียภาษีเงินได้กับเงินได้พึงประเมินประเภทอื่นๆ ที่ได้รับ

สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ทำให้เงินได้ในชื่อคณะบุคคล นอกจากต้องเสียภาษีในฐานะคณะบุคคลแล้ว ยังต้องเอามารวมคำนวณเป็นเงินได้ของเราเพื่อเสียภาษีอีกในปีภาษีที่ได้รับแบ่งเงินได้จากคณะบุคคลออกมา เท่ากับเงินได้ก้อนเดียว ถ้าหาในชื่อเราในฐานะบุคคลธรรมดา ก็เสียภาษีแค่ชั้นเดียว แต่ถ้าหาในชื่อของคณะบุคคลต้องเสียภาษี 2 ชั้น

นอกจากนี้ ข้อที่ควรคำนึงอีกอย่างตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.149/2558 เรื่องการเสียภาษีเงินได้ของห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลก็คือ รายงานแสดงรายได้และรายจ่ายประจำปีภาษีต่างๆ

ถ้ายอดรวมเงินได้ยิ่งเยอะ หุ้นส่วนก็จะได้ส่วนแบ่งฯ เยอะ หุ้นส่วนก็จะยิ่งเสียภาษีเยอะ

ถ้ายอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษียิ่งน้อย หุ้นส่วนก็จะได้ส่วนแบ่งเยอะ ก็จะยิ่งเสียภาษีเยอะ

ข่าวร้ายก็คือ ยอดรายได้ทั้งหมดที่คณะบุคคลได้รับในปีภาษี หมายถึง รายได้ที่ต้องเสียภาษีทั้งที่ต้องนำมารวมคำนวณ และไม่ต้องนำมาคำนวณ รวมถึงรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี สรุปง่ายๆ คือ เงินได้ทุกอย่างที่เป็นของคณะบุคคลไม่ว่าจะได้รับยกเว้นภาษีหรือไม่ ต้องเอามารวมคำนวณเพื่อหาส่วนแบ่งเงินได้ที่หุ้นส่วนแต่ละคนได้รับหมด ตัวอย่างเช่น

ถ้าเราได้กำไรหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าเป็นชื่อของเราส่วนตัวจะได้รับยกเว้นภาษี แต่ถ้าเป็นชื่อของคณะบุคคล จะต้องเอาไปรวมในยอดรายได้ในรายงานแสดงรายได้รายจ่ายของคณะบุคคล ดังนั้นเงินได้ที่เดิมไม่ต้องเสียภาษี แต่ถ้าเป็นของคณะบุคคลกลับต้องเสียภาษีตอนที่เอามารวมคำนวณส่วนแบ่งเงินได้ที่ให้หุ้นส่วนตามฐานเงินได้ของหุ้นส่วนแต่ละคน

หรือดอกเบี้ยเงินฝากที่หากเป็นชื่อของเรา ซึ่งจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% แล้ว เราเลือกจะนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้ปลายปีเพื่อเสียภาษีหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าเป็นชื่อของคณะบุคคล ดอกเบี้ยนี้จะต้องเอาไปรวมในยอดรายได้ ดังนั้นเงินได้ที่เดิมเสียภาษีน้อย แต่ถ้าเป็นของคณะบุคคลกลับต้องเอามารวมคำนวณส่วนแบ่งเงินได้ที่ให้หุ้นส่วนในปีภาษีนั้น ทำให้เงินได้ดังกล่าวต้องเสียภาษีตามฐานเงินได้ของหุ้นส่วนแต่ละคน ซึ่งน่าจะมากกว่าภาษีที่หัก ณ ที่จ่าย ทำให้หุ้นส่วนต้องเสียภาษีเพิ่ม

ข่าวร้ายอันที่สองก็คือ ยอดรวมรายจ่ายระหว่างปีภาษี ต้องเป็นยอดรวมรายจ่ายที่คณะบุคคลได้จ่ายไปจริงๆ ระหว่างปีภาษี รวมถึงค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และค่าภาษีเงินได้ที่ได้จ่ายไปจริง สำคัญก็ตรงยอดรวมรายจ่ายที่ได้จ่ายไปจริง เราไม่สามารถใช้อัตราเหมาจ่ายเหมือนตอนยื่นภาษีบุคคลธรรมดาได้ ดังนั้นเราจำเป็นต้องเก็บหลักฐานเพื่อพิสูจน์ค่าใช้จ่าย หากไม่มีหลักฐานก็อาจต้องเหนื่อยหน่อยกว่าจะพิสูจน์ให้กรมสรรพากรเชื่อ

สรุปก็คือ

การมีเงินได้ในชื่อคณะบุคคลจะเป็นการเพิ่มเงินได้ในการคำนวณภาษีมากขึ้น เพราะรวมเงินได้ทั้งหมด เมื่อยิ่งเยอะ หุ้นส่วนก็จะได้ส่วนแบ่งเยอะ หุ้นส่วนก็จะยิ่งเสียภาษีเยอะ

การมีเงินได้ในชื่อคณะบุคคลจะเป็นการลดรายจ่ายในการคำนวณภาษี เพราะระหว่างปีภาษีต้องเป็นยอดรวมรายจ่ายที่คณะบุคคลได้จ่ายไปจริงๆ  ใช้อัตราเหมาจ่ายไม่ได้ เมื่อยอดรวมยิ่งน้อย ก็จะได้ส่วนแบ่งเยอะ หุ้นส่วนก็จะยิ่งเสียภาษีเยอะ

หลายท่านอาจเกิดคำถาม แล้วห้างหุ้นส่วนสามัญล่ะ ภาระภาษีและวิธีคิดเหมือนคณะบุคคลหรือเปล่า ขอตอบเลยครับว่าเหมือนกันทุกอย่าง ผมเลยยกตัวอย่างเป็นคณะบุคคลอย่างเดียว ส่วนความแตกต่างระหว่างห้างหุ้นส่วนสามัญกับคณะบุคคล คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.149/2558 ได้ระบุไว้ชัดเจน

ห้างหุ้นส่วนสามัญ หมายความว่า บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ตกลงเข้ากันเพื่อทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้จากกิจการที่ทำนั้น ส่วนคณะบุคคลหมายความว่า บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตกลงกระทำการร่วมกันอันมิใช่ห้างหุ้นส่วนสามัญ ใครที่ใช้ชื่อผิด กรมสรรพากรฝากบอกมาครับว่าให้รีบเปลี่ยนให้ถูกครับ

ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ Page ใน facebook ชื่อ SathitBovornsantisuth CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท