
การต่อลมหายใจครั้งใหม่ของปัญหาหนี้กรีซ
หลังจากปัญหาหนี้กรีซได้สร้างสถานการณ์อกสั่นขวัญแขวนให้กับนักลงทุนทั่วโลกอยู่พักหนึ่งในช่วงเดือนที่ผ่านมา ในที่สุดกรีซก็ได้รับการต่อลมหายใจออกไป ทำให้เกิดการคลี่คลายที่นักลงทุนทั่วโลกต่างก็โล่งอก หลังจากสหภาพยุโรปได้บรรลุข้อตกลงในหลักการขยายความช่วยเหลือเงินกู้กับกรีซออกไปอีก 4 เดือน โดยมีเงื่อนไขว่ากรีซจะต้องมีการเสนอแผนปฏิรูปต่างๆ ให้กับสหภาพยุโรปพิจารณาและให้ความเห็นชอบ แต่จะโล่งอกกันไปได้นานอีกแค่ไหน ยังเป็นสิ่งที่นักลงทุนหลายฝ่ายยังคลางแคลงใจ
หลังจากปัญหาหนี้กรีซได้สร้างสถานการณ์อกสั่นขวัญแขวนให้กับนักลงทุนทั่วโลกอยู่พักหนึ่งในช่วงเดือนที่ผ่านมา ในที่สุดกรีซก็ได้รับการต่อลมหายใจออกไป ทำให้เกิดการคลี่คลายที่นักลงทุนทั่วโลกต่างก็โล่งอก หลังจากสหภาพยุโรปได้บรรลุข้อตกลงในหลักการขยายความช่วยเหลือเงินกู้กับกรีซออกไปอีก 4 เดือน โดยมีเงื่อนไขว่ากรีซจะต้องมีการเสนอแผนปฏิรูปต่างๆ ให้กับสหภาพยุโรปพิจารณาและให้ความเห็นชอบ แต่จะโล่งอกกันไปได้นานอีกแค่ไหน ยังเป็นสิ่งที่นักลงทุนหลายฝ่ายยังคลางแคลงใจ
ย้อนกลับไปในช่วงปี 2009 ที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจของกรีซใหม่ๆ กรีซต้องยอมรับสภาพการเป็นลูกหนี้ และยอมรับความช่วยเหลือจากกลุ่มทรอยก้า (Troika) โดยจะต้องแลกกับแผนการรัดเข็มขัด ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนและไม่พอใจ จึงไม่น่าแปลกใจที่ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดของกรีซ พรรคไซรีซาซึ่งมีแนวทางการต่อต้านการรัดเข็ดขัดอย่างชัดเจน จะเป็นฝ่ายมีชัยในการเลือกตั้งและ อเล็กซิส ไซปราส หัวหน้าพรรค ได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี
แม้จะมีการหาเสียงโดยระบุนโยบายชัดเจนเรื่องการต่อต้านการรัดเข็มขัด แต่เอาเข้าจริงแล้ว นายกฯ ไซปราส ของกรีซ ก็ยังไม่สามารถนำพากรีซให้หลุดพ้นนโยบายต่างๆ ที่ผูกมัดประเทศไว้จากกลุ่มทรอยก้าได้ตามที่กล่าวไว้ เนื่องจากฐานะทางการเงินและการคลังของกรีซ ยังสภาพอ่อนแอและยังต้องพึ่งพาเงินกู้จากทรอยก้าอยู่ ยังไม่สามารถยืนอยู่ได้ด้วยลำแข้งตัวเอง
แต่ทางนายกฯ ไซปราส ก็ได้กล่าวออกมาอยู่เรื่อยๆ ถึงการต่อรองกับกลุ่มเจ้าหนี้ เพื่อที่จะขอผ่อนปรนเงื่อนไขให้กับกรีซในการรับเงินกู้ดังกล่าว รวมถึงการไปขอเจรจาเพื่อให้ทรอยก้ายกหนี้ให้บางส่วนด้วย
ทั้งนี้ แม้ว่าความคืบหน้าล่าสุดจะออกมาในเชิงบวก คือได้มีการขยายวงเงินกู้ให้กับกรีซไปอีก 4 เดือน แต่เชื่อว่าเป็นเพียงการซื้อเวลาออกไปเท่านั้น เพราะปัญหาหลักจริงๆ คือ โครงสร้างทางเศรษฐกิจของกรีซเองยังคงเปราะบาง หนี้สินต่อจีดีพีสูงกว่า 175% เศรษฐกิจเติบโตต่ำ การว่างงานสูงกว่า 25%
สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นปัญหาในระยะยาว ไม่สามารถแก้ไขได้ภายในเวลาเพียงแค่ 4 เดือน ส่วนเงื่อนไขหรือแผนฟื้นฟูที่กรีซจะต้องส่งให้สหภาพยุโรป ก็ยังคงไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนนัก จึงมีความเสี่ยงที่แผนดังกล่าวจะไม่ได้รับความเห็นชอบ และอาจส่งผลทำให้การขยายเวลา 4 เดือน ที่คาดไว้ถูกยกเลิกได้ และนั่นจะทำให้นักลงทุนเริ่มเกิดความกังวลต่อการแยกตัวของกรีซออกจากยูโรโซนอีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ดี ในเรื่องการแยกตัวออกจากยูโรโซนอาจจะส่งผลเสียต่อกรีซเองมากกว่า เพราะทั้งฐานะการเงินที่อ่อนแอ เศรษฐกิจเติบโตต่ำ ภาระหนี้สินภาครัฐสูง ดังนั้นสิ่งที่ตามมาย่อมหนีไม่พ้นภาวะล้มละลายเป็นแน่ จึงเชื่อว่ากรีซจะยังคงตัดสินใจอยู่กับยูโรโซนต่อไป เพียงแต่นายกฯ ของกรีซ คงจะไม่ยอมรับเงื่อนไขบีบบังคับต่างๆ จากยูโรโซนอย่างง่ายดาย เพราะหาเสียงกับประชาชนไว้แล้ว
ในขณะเดียวกันทางยูโรโซนเอง แม้ว่าจะต้องการดำรงไม้แข็งต่อการให้กรีซปฏิบัติตามเงื่อนไขการกู้ยืม แต่ก็คงต้องยอมผ่อนคลายเงื่อนไขต่างๆ ลงให้กรีซบ้างเช่นเดียวกัน เพราะหากบีบจนกรีซตัดสินใจออกจากยูโรโซน ค่าเงินยูโร รวมถึงเศรษฐกิจของกลุ่มก็จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด จึงเชื่อว่าในท้ายที่สุดแล้ว ทั้งกรีซและยูโรโซนคงจะเลือกแนวทางในการประนีประนอม
แต่ปัญหาของกรีซเป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกและต้องใช้เวลาแก้ไขอีกนาน จึงเชื่อว่าจะยังคงมีความกังวลกับปัญหากรีซอยู่เป็นระยะๆ ตลอดทั้งปี และส่งผลให้ตลาดหุ้นรวมถึงตลาดการลงทุนในปีนี้ จะมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง
หากเรามองภาพรวมของเศรษฐกิจยุโรป แม้จะยังคงมีปัญหาจากสถานการณ์ในกรีซ แต่เชื่อว่าน่าจะสามารถเติบโตได้ดีกว่าปีก่อนหน้า โดยเฉพาะจากนโยบายการอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 1.1 ล้านล้านยูโรที่จะเริ่มในเดือนนี้ รวมไปถึงค่าเงินยูโรที่อ่อนค่าลง ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทในยุโรปสามารถส่งออกและมีผลกำไรดีขึ้น
ทั้งนี้ความผันผวนที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทำให้มีจังหวะที่ระดับราคาหุ้นยุโรปปรับตัวลดลง พอที่นักลงทุนจะซื้อหุ้นยุโรปเพิ่มได้ การลงทุนในยุโรปในช่วงปีนี้ จึงอาจจะเหมาะสำหรับผู้ที่เน้นลงทุนระยะยาวและรับความผันผวนได้ในระดับสูง
ในส่วนของตลาดหุ้นยุโรปตั้งแต่ต้นปีปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 14% จากแรงบวกต่อมาตรการของ ECB โดย P/E 16 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตพอสมควรแล้ว คงไม่สามารถเรียกว่ามีราคาถูกได้เหมือนเช่นในอดีต
อย่างไรก็ดี เมื่อมองแนวโน้มการเติบโตและประโยชน์ที่จะได้รับจากมาตรการ QE รวมถึงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำสถิติสูงสุดอย่างต่อเนื่อง และมีอัตราส่วน P/E ที่ปรับตัวขึ้นมาเกือบ 18 เท่า ก็ยังถือว่ายุโรปยังมีความน่าสนใจอยู่ และน่าจะเป็นหนึ่งตลาดที่จะมีแนวโน้มที่สดใสได้ในปีนี้ เพียงแต่จะมาพร้อมกับความผันผวนที่มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาเท่านั้น







