posttoday
วิบากธุรกิจขายตรงปุ๋ยซบ ไทย-เยอรมันฯหันจับพืชราคาดี

วิบากธุรกิจขายตรงปุ๋ยซบ ไทย-เยอรมันฯหันจับพืชราคาดี

05 มีนาคม 2558

เป็นปีที่สองแล้วสำหรับธุรกิจการเกษตรที่ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไรนัก การนำเข้าปุ๋ยปีที่ผ่านมาจาก 5 ล้านตัน

โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

เป็นปีที่สองแล้วสำหรับธุรกิจการเกษตรที่ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไรนัก การนำเข้าปุ๋ยปีที่ผ่านมาจาก 5 ล้านตัน ลดลง 20% เหลือเพียง 4 ล้านตัน และปีนี้มีสัญญาณว่าตลาดปุ๋ยจะอยู่ในภาวะทรงตัว หรืออาจมีแนวโน้มว่าจะลดลง ทำให้บริษัท ไทย–เยอรมันฯ ธุรกิจขายตรงปุ๋ย ต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อสู้ปัจจัยลบรุมเร้า

วุฒิพงศ์ วนากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย-เยอรมันอินเตอร์เทค โปรดักส์ ผู้จำหน่ายปุ๋ยแบรนด์นกปากห่าง และวาฬน้ำเงิน เปิดเผยว่า ภาพรวมการเกษตรปีนี้ค่อนข้างซบเซาต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา เกิดจาก 2 ปัจจัย คือ ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น และรัฐบาลรณรงค์ห้ามทำนาปรัง

อีกหนึ่งปัจจัยคือ ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำอย่างหนัก ขณะนี้ราคาข้าวเหลือ 6,000 บาท/เกวียน เป็นราคาใกล้เคียงกับการลงทุน ส่วนยางพาราแผ่นเหลือ 40 บาท/กก.เท่านั้น เกษตรกรส่วนใหญ่จึงหันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน

ในภาวะดังกล่าว สำหรับธุรกิจขายตรงปุ๋ยแล้วถือว่าเป็นปีแห่งความท้าทาย ที่บริษัทต้องปรับตัวอย่างหนักให้สอดคล้องกับสภาพตลาดที่เกิดขึ้น โดยการเน้นจำหน่ายปุ๋ยน้ำมากกว่าเป็นปุ๋ยเม็ด เนื่องจากการใช้ปุ๋ยเม็ดต้องใช้น้ำมากเป็นพิเศษ ไม่เหมาะกับสภาพภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้นในหน้าร้อนนี้ เช่น การเปิดตัวปุ๋ยน้ำใหม่ตราวาฬสีน้ำเงินอีก 1 รายการ จากเดิมมี 1 รายการ เพื่อเจาะกลุ่มปลูกผักสวนครัวที่แม้จะเกิดภัยแล้งแต่ก็ยังลงทุนทำต่อเนื่อง

ขณะที่ผลพวงจากภาวะราคาข้าวและราคายางตกต่ำ ทำให้ฐานลูกค้าตลาดนี้หายไป บริษัทจึงหันไปเจาะกลุ่มเกษตรกรปลูกพืชสวนพืชไร่ที่มีราคาดีทดแทน เช่น ทุเรียน อ้อย มันสำปะหลัง เพราะยังเป็นตลาดที่เติบโตได้ในปีนี้  เบื้องต้นได้ลงทุน 200 ล้านบาท สร้างคลังสินค้าแห่งใหม่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ขนาดพื้นที่ 50 ไร่ เพื่อรองรับความต้องการตลาดทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ จากเดิมมีคลังสินค้าที่มหาชัยเพียงแห่งเดียว

“ขณะนี้เกษตรกรปลูกยางภาคใต้ ส่วนใหญ่หันไปปลูกปาล์มมากกว่า เพราะส่วนใหญ่จ้างแรงงานมากรีดยาง ราคายางตกต่ำจึงไม่คุ้มกับต้นทุน ส่วนภาคอีสานตลาดยางพาราถือว่ายังไปได้ดี เนื่องจากส่วนใหญ่เกษตรกรจะเป็นผู้กรีดยางเอง ดังนั้นภาคอีสานยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพ” วุฒิพงศ์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมองว่าทิศทางธุรกิจขายตรงปุ๋ยปีนี้มูลค่าไม่เกิน 1,000 ล้านบาท คงไม่เติบโต หลังจากปีที่ผ่านมาติดลบ 20% ส่วนแนวโน้มการทำตลาดขายตรงปุ๋ย คาดว่าผู้ประกอบการหันไปเจาะสินค้าเกษตรที่ได้ราคาดีเพื่อสร้างรายได้ทดแทนสินค้าเกษตรที่ราคาตกต่ำ

บริษัทยังหันมาโฟกัสธุรกิจหลัก คือ การจำหน่ายขายปลีกและขายส่ง มากกว่าจะทำช่องทางขายตรงเพียงอย่างเดียว หลังจากคาดว่ารายได้จากช่องทางขายตรงปีนี้จะอยู่ที่ 100 ล้านบาท ไม่มีอัตราเติบโต ส่วนรายได้หลักปีที่ผ่านมา 700 ล้านบาท และปีนี้คาดว่าจะเพิ่มเป็น 900 ล้านบาท หรือโดยรวมรายได้สิ้นปีแตะ 1,000 ล้านบาท เติบโต 25% จากปีที่ผ่านมารายได้ 800 ล้านบาท

การทำธุรกิจที่ขึ้นกับดินฟ้าอากาศอย่างการขายปุ๋ย ต้องปรับตัวให้เข้าและสอดคล้องกับตลาด เจาะตลาดพืชผลที่มีแนวโน้มได้ราคาดี เกษตรกรปลูกจำนวนมาก แต่สิ่งที่ต้องจับตา คือ ปีนี้ไทยจะแล้งมากหรือน้อย หากไม่แล้งธุรกิจขายปุ๋ยจะไปได้ฉลุยแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท