
ประกันวินาศภัยเล็งตั้งพูล รับประกันสุขภาพข้าราชการ
สมาคมประกันวินาศภัย สนใจตั้งพูลรับประกันสุขภาพข้าราชการ หวังกินเบี้ยปีละ 6 หมื่นล้านบาท
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
สมาคมประกันวินาศภัย สนใจตั้งพูลรับประกันสุขภาพข้าราชการ หวังกินเบี้ยปีละ 6 หมื่นล้านบาท
จำนวนข้าราชการที่มีอยู่ 2.2 ล้านคน และหากนับรวมคนในครอบครัวเข้าไปด้วยจะมีปริมาณ ที่มากขึ้นอีก ทำให้รัฐบาลต้องกันงบประมาณแผ่นดินออกมาปีละ 6 หมื่นล้านบาท เพื่อดูแลสุขภาพของข้าราชการและครอบครัว
จำนวนเงินมหาศาลที่รัฐต้องจ่ายทำให้สมาคมประกันวินาศภัยตั้งโต๊ะหารือกัน และได้ข้อสรุปว่าจะขอเข้าพบเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อนำเสนอข้อมูล ก่อนที่จะไปพบ รมว.คลัง และรัฐบาลต่อไป
อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ข้อเสนอของสมาคมที่จะรับประกันสุขภาพให้ข้าราชการนั้น จะใช้วิธีการจัดตั้งกองทุน (พูล) ขึ้นมารวมกันเพื่อมารับประกันสุขภาพ โดยโมเดลเบื้องต้นจะยึดหลักการ สวัสดิการการรักษาพยาบาลของข้าราชการจะต้องมีสิทธิประโยชน์ไม่น้อยไปกว่าเดิม ภายใต้งบประมาณที่รัฐบาลจะต้องจ่ายปีละ 6 หมื่นล้านบาท
อานนท์ กล่าวว่า การให้บริษัทประกันภัยมารับประกันสุขภาพให้ข้าราชการนั้น ข้อดีคือจะทำให้รัฐบาลสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ โดยแต่ละปีรัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อรักษาพยาบาลข้าราชการประมาณ 6 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องปีละ 1-2 หมื่นล้านบาท และมีปัญหาเรื่องยาบัญชีหลัก ยาบัญชีรอง ยาที่เบิกได้เบิกไม่ได้
“การให้บริษัทประกันภัยมาบริหารจัดการจะทำให้มีประสิทธิภาพและมีเครือข่ายตรวจสอบค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ข้าราชการสามารถเลือกใช้การใช้บริการของโรงพยาบาลเอกชนได้” นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าว
ทางสมาคมประกันวินาศภัยมั่นใจว่า การตั้งพูลขึ้นมารับประกันสุขภาพให้ข้าราชการ จะเป็นการร่วมรับความเสี่ยง เหมือนที่ตั้งพูลกองทุนคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ที่บริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อานนท์ กล่าวว่า ในปี 2558 คาดว่าธุรกิจประกันวินาศภัยจะมีเบี้ยประกันภัยรวม 2.2 แสนล้านบาท เติบโต 8% สูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) 2 เท่า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออก การบริโภคในครัวเรือน การเติบโตของการลงทุนภาครัฐและเอกชน
“แนวโน้มธุรกิจประกันวินาศภัยจะมีการแข่งขันสูง ในขณะเดียวกันมีการกำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้น รวมทั้งผู้เอาประกันภัยมีความรู้ในผลิตภัณฑ์ประกันภัยมากขึ้น รู้จักเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับ
ตัวเองทั้งคุณภาพและราคา โดยเฉพาะการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงถึง 136%” อานนท์ กล่าว
ทั้งนี้ อีก 10 ปีข้างหน้า คาดว่าเบี้ยประกันภัยจะสูงถึง 6 แสนล้านบาท โดยเฉพาะแนวโน้มการประกันสุขภาพจะขยายตัวสูงมาก เนื่องจากไทยเป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาลที่ดี ซึ่งเมื่อเปิดเออีซี จะมีต่างชาติโดยเฉพาะประเทศ ในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง (CLMV) เข้ามาซื้อประกันในไทยเพื่อใช้บริการการรักษาพยาบาลในไทย
สำหรับผลประกอบการโดยรวมของธุรกิจประกันภัยในปี 2557 ที่ผ่านมา ธุรกิจประกันวินาศภัยมีเบี้ยรับโดยตรง 205,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.07% โดยประกันภัยเบ็ดเตล็ดมีเบี้ย 70,992 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.14% ได้แก่ ความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน 25,847 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.97% สุขภาพ 7,051 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.38% อุบัติเหตุส่วนบุคคล 24,726 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.04% และความรับผิดต่อบุคคลภายนอก 1,940 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.33%
ในขณะที่การประกันภัยประเภทหลักมีอัตราการเติบโตลดลง เช่น การประกันภัยรถยนต์ มีเบี้ยประกัน 117,902 ล้านบาท ลดลง 0.45% ซึ่งลดลงมากที่สุดในรอบ 5 ปี อัคคีภัย 11,059 ล้านบาท ลดลง 6.4% สอดคล้องกับยอดการให้สินเชื่อบ้านและที่อยู่อาศัยของธนาคารพาณิชย์ลดลง และการประกันภัยทางทะเลและขนส่ง 5,294 ล้านบาท ลดลง 0.16% เนื่องจากการส่งออกมีปัญหา
อานนท์ กล่าวถึงกรณีที่ คปภ.อนุมัติให้ขึ้นเบี้ยประกันจักรยานยนต์อีก 100 บาท พร้อมทััั้งเพิ่มความคุ้มครองให้นั้นเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ และสอดคล้องกับอัตราค่าเสียหายที่เกิดขึ้น (loss) ซึ่ง ต่อไปจะไม่ต้องนำเงินค่าเบี้ยประกันรถยนต์ 10% มาสมทบให้รถจักรยานยนต์แล้ว โดยจะนำเงินส่วนนี้ไปใช้จ่ายค่าสินไหมการประกันรถยนต์แทนเพราะปัจจุบันการประกันรถยนต์ก็มีค่าสินไหมสูง รวมทั้งไม่จำเป็นต้องขึ้นเบี้ยประกันรถยนต์
ในขณะเดียวกันบริษัทประกันก็ไม่จำเป็นต้องใส่เงินเพิ่มทุนให้บริษัทกลาง เพราะค่าเบี้ยประกันรถจักรยานยนต์ที่เพิ่มถึงก็ครอบคลุมแล้ว







