
อย่าทำกระเป๋าสตางค์หาย
โดย...เมาท์ คลองเตย
โดย...เมาท์ คลองเตย
การระมัดระวังตัวในการใช้ชีวิตเป็นเรื่องที่อาจจะดูยุ่งยากแต่ก็จะสร้างความสบายใจให้คุณผู้อ่านบ้าง ในหลายสัปดาห์ยายเมาท์ก็สาละวนให้ท่านผู้อ่านดูแลการใช้บัตรเครดิต การใช้อินเทอร์เน็ตและโฟนแบงก์กิ้งอย่างปลอดภัย แต่มีภัยสามัญที่อาจจะถูกมองข้ามเพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอยู่แล้วคือ การรักษากระเป๋าสตางค์ของเราไม่ให้หาย
การที่กระเป๋าสตางค์หายไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ก็เป็นเรื่องใหญ่ เพราะคนส่วนใหญ่นอกจากจะใส่เงินไว้ในกระเป๋าสตางค์แล้ว ยังใส่บัตรประชาชน ใบขับขี่ บัตรเครดิต บัตรสมาชิกและบัตรส่วนลดสถานบริการต่างๆ ไว้ เมื่อกระเป๋าสตางค์หายต้องรีบแจ้งอายัดบัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม รีบไปแจ้งความบัตรประชาชน และใบขับขี่หาย
การที่ต้องเร่งไปแจ้งเอกสารที่ออกโดยหน่วยงานราชการให้เราหาย เพราะเอกสารเหล่านั้นเป็นข้อมูลการแสดงตน (Identity Theft) ผู้ที่เก็บกระเป๋าสตางค์ไปได้ หรือผู้ที่ขโมยกระเป๋าสตางค์ของเราไป สามารถที่จะนำเอาเอกสารเหล่านี้ไปสร้างความเสียหายต่อได้มากมาย
ในประเทศไทยที่พบว่ามีการสร้างความเสียหายและเป็นข่าวคราวเป็นระยะคือ การนำเอาบัตรประชาชนของบุคคลอื่นไปขอมีบัตรเครดิต และการปลอมบัตรเครดิตนำไปขอเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคาร เป็นต้น
ท่านผู้อ่านคงมีคำถามว่า มีการนำบัตรประชาชนไปสวมรอยขอบัตรเครดิตได้อย่างไร กรณีที่เกิดปัญหาขึ้นนั้นมาจากพนักงานขายของสถาบันที่ออกบัตรเครดิต ต้องการเพิ่มยอดลูกค้า อาจจะถูกมิจฉาชีพหลอกว่าทำบัตรเครดิตให้ญาติ หรือบางคนก็ตั้งใจส่งเอกสารเป็นเท็จไปให้ผู้ออกบัตรเครดิต
เมื่อได้รับบัตรเครดิตมาแล้ว ผู้ถือบัตรที่สวมรอยเป็นท่าน ก็จะเริ่มนำบัตรเครดิตไปรูดใช้จ่าย และแน่นอนว่าเมื่อสถาบันการเงินเจ้าของบัตร เรียกเก็บเงินก็จะส่งใบเรียกเก็บเงินมาที่เจ้าของบัตรตัวจริง ซึ่งอาจจะงงว่าไปทำบัตรเครดิตนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ซึ่งก็จะต้องรีบติดต่อกับสถาบันการเงินจัดการแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด เพื่อระงับความเสียหาย
เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว การที่จะตามหาตัวคนร้ายที่นำเอาข้อมูลส่วนตัวของเราไปใช้ ไม่ใช่เรื่องง่ายและที่ร้ายยิ่งกว่าคือเราไม่รู้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น และเราอาจจะได้รับผลกระทบทางอ้อม เช่น หากต้องการยื่นขอกู้เงินซื้อบ้าน แต่ธนาคารปฏิเสธ เพราะชื่อไปติดอยู่ที่เครดิตบูโรเป็นต้น
พรุ่งนี้มาคุยกันต่อว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร







