
ทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุนสิงคโปร์ 2558
โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2558 รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสิงคโปร์ ได้แถลงงบประมาณปี 2558 ภายใต้ชื่อ “สร้างอนาคต เพิ่มความแข็งแกร่งในด้านความมั่นคงทางสังคม” ต่อรัฐสภา โดยกำหนดทิศทางพัฒนาเศรษฐกิจการลงทุนของสิงคโปร์ว่าจะก้าวไปสู่พรมแดนใหม่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ทักษะ และความเชี่ยวชาญเชิงลึก พร้อมกำหนดหลายมาตรการที่น่าสนใจเพื่อบรรลุเป้าหมาย
ประการแรก ส่งเสริมให้ประชาชนพัฒนาทักษะเชิงลึกที่จำเป็นสำหรับอนาคต ปัจจุบันการเรียนการสอนของสิงคโปร์ดีเยี่ยมอยู่แล้ว นักเรียนสิงคโปร์อยู่อันดับต้นๆ ของโลกในความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติของสิงคโปร์ ได้รับการจัดอันดับว่าดีเยี่ยมที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และดีเยี่ยมอันดับต้นๆ ของเอเชีย
แต่สิ่งที่ต้องปรับปรุง คือ การพัฒนาตนเองภายหลังสำเร็จการศึกษา โดยจะเน้นการฝึกอบรมเพิ่มเติมแก่บุคลากร โดยศึกษารูปแบบของเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ที่เป็นเยี่ยมในด้านนี้ รวมถึงสร้างระบบ SkillsFuture Credit โดยแจกเครดิตชาวสิงคโปร์ทุกคนที่มีอายุขั้นต่ำ 25 ปี แจกก้อนแรก 1.2 หมื่นบาท และจะเติมเงินให้เรื่อยๆ สามารถนำเครดิตไปใช้เพื่อการศึกษาและฝึกอบรมในหลักสูตรที่รัฐบาลเห็นชอบ
ประการที่สอง ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยกำหนด 5 ธุรกิจเป้าหมายที่สิงคโปร์มีศักยภาพสูง ได้แก่ อุตสาหกรรมที่ใช้กระบวนการผลิตแบบเทคโนโลยีสูง เช่น การผลิตโดยใช้หุ่นยนต์ การพิมพ์แบบ 3D, เวชศาสตร์ประยุกต์ อาทิ อุปกรณ์การแพทย์ทันสมัย อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง, ธุรกิจให้บริการพัฒนาเมืองที่ฉลาดและยั่งยืน เช่น บริหารจัดการน้ำ บำบัด
น้ำเสีย ขนส่งมวลชน, โลจิสติกส์และอากาศยาน กำหนดเป็นศูนย์กลางของโลกทั้งด้านขนส่งทางเรือและทางอากาศ และบริหารทางการเงิน เป็นศูนย์กลางทางการเงินของทวีปเอเชีย
ประการที่สาม ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน เช่น จะก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหมายเลข 5 ของท่าอากาศยานชางกี เพื่อให้รองรับผู้โดยสารเพิ่มจาก 85 เป็น 135 ล้านคน/ปี และวางแผนก่อสร้างเพิ่มเติมให้เพิ่มขึ้นเป็น 85 ล้านคน/ปี ในอีก 5 ปี
ประการที่สี่ ส่งเสริม SMEs ให้พัฒนานวัตกรรมในแง่มุมต่างๆ เช่น กระบวนการผลิตแบบใหม่ การสร้างแบรนด์ การตลาดออนไลน์ การใช้ประโยชน์จาก Big Data
ประการที่ห้า ส่งเสริมลงทุนในต่างประเทศ โดยปรับปรุงกฎระเบียบให้จูงใจมากยิ่งขึ้น เช่น เดิมกำหนดว่าเงินที่ไปซื้อกิจการในต่างประเทศสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ 5% ของวงเงิน แต่ไม่เกิน 5 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือ 120 ล้านบาท โดยต้องถือหุ้นในกิจการที่ไปซื้อไม่ต่ำกว่า 50% แต่หลักเกณฑ์ใหม่กำหนดว่าเงินที่ไปซื้อกิจการในต่างประเทศสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 25% พร้อมลดเงื่อนไขว่าจะต้องถือหุ้นในกิจการที่ไปซื้อเหลือสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 20%
ทิศทางของสิงคโปร์น่าจับตามอง เพราะปัจจุบันล้ำหน้าประเทศอื่นๆ ในเออีซี ทำให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจการลงทุนในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีนโยบายจะพัฒนาเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจในภูมิภาคเช่นเดียวกับสิงคโปร์







