
พรทิพย์สปอร์ตแวร์ นวัตกรรมนำธุรกิจหมวก
“ถ้า ไม่ทำหมวกนวัตกรรมป่านนี้โรงงานคงปิดไปนานแล้ว...”
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
“ถ้า ไม่ทำหมวกนวัตกรรมป่านนี้โรงงานคงปิดไปนานแล้ว...”
นี่คือคำกล่าวของ เอกภูมิ ฉัตรวุฒิไกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรทิพย์สปอร์ตแวร์ ผู้ผลิตและทำตลาดหมวกนวัตกรรมฝีมือคนไทย ภายใต้แบรนด์ลีดเดอร์ชิป (Leadership) ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการผู้ผลิตหมวกมานานกว่า 20 ปี ซึ่งปัจจุบันมีหมวกประเภทต่างๆ ขยายการทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ ที่ชูจุดเด่นนวัตกรรมด้านการออกแบบและผลิตเข้ามาเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า
เอกภูมิ เล่าว่า ก่อนจะหันมาจับธุรกิจหมวกภายใต้แบรนด์ดังกล่าว ได้เริ่มต้นธุรกิจจากห้องแถวผลิตสินค้าเครื่องหนังประเภทต่างๆ ทั้งเข็มขัดและกระเป๋าตั้งแต่อายุเพียง 20 ปี ซึ่งการทำธุรกิจแรกในยุคนั้นเป็นการลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ จากจุดตั้งแต่ทำอะไรไม่เป็นเลย
อย่างผลิตสินค้าออกมา 3 กองก็จะเสียไปแล้ว 1 กอง ซึ่งแม้จะมีการสูญเสียการผลิตขึ้น แต่เมื่อนำสินค้าไปทำตลาดแล้วก็ยังพอมีกำไรอยู่บ้าง โดยเฉพาะในตลาดในยุโรป ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง ซึ่งเรียกได้ว่าในตอนนั้นธุรกิจเป็นช่วงขาขึ้นด้วย โรงงานแทบจะต้องผลิตของกันทั้งวันทั้งคืน
ทว่าในช่วงธุรกิจขาขึ้นก็ต้องมีลงเช่นกัน ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตสงครามในประเทศตะวันออกกลาง กระทบกับผู้ทำธุรกิจคนไทยหลายรายเพราะไม่สามารถเรียกเก็บเงินปลายทางจากลูกค้าได้ แต่บริษัทโชคดีที่ผู้ซื้อหรือเทรดดิ้งจ่ายเงินค่าของมาให้ล่วงหน้า 2 สัปดาห์ จากนั้นเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศดังกล่าวเริ่มชะลอตัว เลยทำให้บริษัทต้องปรับตัวทางธุรกิจครั้งใหญ่ ด้วยการเปลี่ยนตลาดพร้อมกับการปรับวัสดุการผลิตเพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า
แต่โรงงานก็ยังต้องเผชิญกับปัจจัยลบนอกเหนือการควบคุม ด้วยรัฐบาลในช่วงนั้นมีนโยบายไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะสิทธิทางภาษีนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปซึ่งอยู่ที่อัตรา 10% ขณะที่ผู้ผลิตคนไทยต้องแบกรับต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบสินค้าในอัตรา 35% ซึ่งถือว่าสูงกว่าและกลายเป็นต้นทุนสำคัญในการผลิตสินค้าประเภทเดียวกันที่ออกมาทำตลาดเพื่อแข่งขันได้ยากขึ้น
“ในช่วงแรกได้นำเข้าตัวหนีบสายโยงกางเกงราคานำเข้าอยู่อันละ 15 บาท และเมื่อนำสินค้ามาสำแดงตามระบบภาษีนำเข้าอัตรา 30% ทำให้วัตถุดิบที่นำเข้ามาประกอบสินค้ามีราคาสูงมากเลยทำให้ต้องส่งสินค้ากลับไป และเริ่มมองว่าหากมีกฎหมายหรือนโยบายรัฐหลายอย่างที่ไม่เอื้อกับธุรกิจแบบนี้ก็ต้องหันไปทำอย่างอื่นแทน” เอกภูมิ กล่าว
จากจุดนั้นเองที่ทำให้เกิดความสนใจทำธุรกิจหมวกขึ้นมา ที่ได้จากการต่อยอดธุรกิจเดิมโดยเฉพาะทักษะการผลิตสินค้ากลุ่มหนังมาขึ้นไลน์การผลิตใหม่เป็นสินค้ากลุ่มหมวก พร้อมนำสินค้าไปวางขายที่หน้าร้านย่านสำเพ็งและได้การตอบรับดีจากตลาด ด้วยบริษัทมีการนำวัสดุอย่างหนังแท้มาร่วมออกแบบและผลิตหมวกที่สร้างความแตกต่างไปจากสินค้าประเภทเดียวกันในช่วงนั้น
จากนั้นจึงเริ่มวิเคราะห์โจทย์ทางการตลาดให้กับสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาลวดลายและรูปทรงใหม่ๆ ออกมาทำตลาด โดยเฉพาะจุดแข็งบริษัทด้านนวัตกรรรมการเลือกใช้วัสดุมาร่วมในการผลิตสินค้า ที่อาศัยเทคนิคที่ได้มาจากการผลิตเครื่องหนังก่อนหน้านี้ ที่ทำให้ในช่วงนั้นบริษัทสามารถลดต้นทุนการผลิตสินค้าไปด้วยเช่นกัน
พร้อมถือโอกาสเปิดตัวสินค้าในฐานะผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดหมวกด้วย หมวกลายปักเอ็นบีเอ (NBA) หมวกนักกีฬาบาสเกตบอลและหมวกปักแบบทั้งใบ ที่สมัยนั้นโรงงานคนไทยยังทำไม่ได้ รวมถึงในช่วงปีมิลเลนเนียม ปี 2000 ที่บริษัทได้คิดค้นหมวกป้องกันรังสียูวีออกมาทำตลาด และได้การตอบรับจากกลุ่มลูกค้าสูงในช่วงนั้น พร้อมกับเริ่มให้ความสำคัญในการสร้างแบรนด์สินค้าลีดเดอร์ชิป เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในการผลิตและทำตลาดหมวกนวัตกรรมฝีมือคนไทย
ขณะที่การจะฝ่าฟันอุปสรรคทางธุรกิจต่างให้ได้นั้นจะต้องไม่ไปยึดติดกับอดีต และที่สำคัญจะต้องยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งจุดนี้จะต้องเริ่มจากระบบความคิด (มายด์เซต) ของตัวเราเองก่อนให้ได้ ที่เห็นได้ชัดคือ หากอายุเริ่มมากก็จะยิ่งเปลี่ยนแปลงหรือยอมรับอะไรได้ยากขึ้น ซึ่งเห็นว่าหากมีใครอยู่ในจุดนี้ให้ลองถอยออกมามองข้างนอกในภาพรวมก่อน พอเห็นชัด วิเคราะห์ได้ถูกต้องตรงจุด แล้วค่อยกลับเข้าไปใหม่
เช่นเดียวกับที่เอกภูมิยอมรับว่า ถ้าธุรกิจเดิมไปไม่ไหวก็ต้องมองหาธุรกิจอื่น พร้อมเพิ่มมูลค่าด้วยการใส่นวัตกรรมให้กับสินค้าเพื่อสร้างความแตกต่าง







