
ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง ปิดตำนานธุรกิจเก่าแก่ญี่ปุ่น
แม้ว่าภาพของธุรกิจญี่ปุ่นในสายตาคนทั่วไปจะนึกถึงแต่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเช่น ฮอนด้า โตโยต้า โซนี่ หรือกระทั่งบันได
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
แม้ว่าภาพของธุรกิจญี่ปุ่นในสายตาคนทั่วไปจะนึกถึงแต่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเช่น ฮอนด้า โตโยต้า โซนี่ หรือกระทั่งบันได ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ประเทศญี่ปุ่นนั้นนับได้ว่าเป็นประเทศที่มีธุรกิจเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรมที่มีอายุ 1,300 ปี และโรงผลิตสาเกที่มีอายุกว่า 900 ปี
เว็บไซต์ของนิตยสารเดอะ แอตแลนติก ในสหรัฐ ระบุว่า ญี่ปุ่นมีธุรกิจที่มีอายุมากกว่า 100 ปี มากกว่า 5 หมื่นแห่ง โดยในจำนวนนี้ 3,886 แห่งนั้น มีอายุมากกว่า 200 ปีด้วย ซึ่งหากเปรียบเทียบกับสหรัฐ โดยข้อมูลของสำนักงานสถิติแรงงาน พบว่ามีเพียง 1 ใน 4 ของบริษัทในสหรัฐที่ก่อตั้งในปี 1994 ที่ยังคงดำเนินกิจการในปี 2004
อย่างไรก็ตาม รายงานจากนิตยสารของสหรัฐ ระบุว่า ช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ธุรกิจเก่าแก่บางแห่งของญี่ปุ่นต้องปิดตัวลง โดยเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา “มิโนยะ คิชิบี” บริษัทผู้ขายอาหารทะเลที่อายุ 465 ปี ได้ยื่นขอปกป้องล้มละลาย ขณะเมื่อปีที่แล้ว “ซูรูกายะ” บริษัทผู้ผลิตขนมหวานที่อายุ 533 ปี ก็เผชิญจุดจบเดียวกัน ส่วนในปี 2007 ที่ผ่านมา “คนโก กูมิ” ธุรกิจก่อสร้างวัดที่มีอายุ 1,429 ปี ก็หมดตัว และถูกควบรวมเข้ากับบริษัทขนาดใหญ่
แม้ว่าการปิดตัวลงของธุรกิจทั้งสามแห่งจะไม่ได้เป็นกระแสที่ทำให้เกิดการปิดธุรกิจเก่าแก่จำนวนมาก ทว่า คำถามที่น่าสนใจก็คือว่า ในขณะนี้จู่ๆ เหตุใดธุรกิจเก่าแก่เหล่านี้จึงกำลังปิดตัวไป
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สาเหตุที่ธุรกิจเหล่านี้สามารถอยู่ได้มาอย่างยาวนาน เนื่องจากว่า ธุรกิจเหล่านี้ยังอยู่ในความต้องการของคนเสมอ อย่างเช่น คนโก กูมิ ที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนา ซึ่งเป็นกิจกรรมขั้นพื้นฐานของคน
ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งนั้น เนื่องจากว่าบริษัทเหล่านี้ได้ส่งต่อกิจการไปยังลูกหลานให้สืบทอดต่อไปในลักษณะของธุรกิจครอบครัว ซึ่งแม้ว่าหากหาลูกหลานในสายเลือดมาสืบทอดไม่ได้ คนสมัยก่อนก็จะหาลูกบุญธรรม หรือลูกเขยให้แต่งงานกับลูกสาว และเข้ามาดูแลกิจการแทน
อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ของนิตยสารเดอะ แอตแลนติก ได้รายงานอ้างคำกล่าวของ ยูริเกะ ชาเอเดะ อาจารย์ด้านธุรกิจญี่ปุ่น ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก ในสหรัฐ ได้ตอบคำถามถึงการปิดตัวของธุรกิจเก่าแก่เหล่านี้ เนื่องจากว่า ปัจจัยแรก คือ วิธีการของรัฐบาลญี่ปุ่นในการดูแลบริษัทที่กำลังประสบปัญหา
ชาเอเดะ ระบุว่า ตามประวัติศาสตร์แล้วธนาคารต่างๆ ของญี่ปุ่นจะช่วยเหลือธุรกิจที่ดูจะหมดหวังโดยที่ไม่คิด แม้ว่าธุรกิจนั้นจะหมดหวังในการดำเนินกิจการต่อไปก็ตาม
“ในช่วงปี 1955-1990 มีธุรกิจญี่ปุ่นเพียง 72 แห่งเท่านั้นที่ล้มละลาย โดยสาเหตุก็เนื่องจากว่าธนาคารเหล่านั้นช่วยเหลือธุรกิจนั่นเอง” ชาเอเดะ กล่าว
ต่อมาในช่วงปี 2000 ญี่ปุ่นได้ผ่านกฎหมายล้มละลายเป็นฉบับแรก ซึ่งมีความคล้ายคลึงเหมือนกับบทที่ 11 ของสหรัฐ รวมไปถึง 4 ปีต่อมา ทางญี่ปุ่นได้ทบทวนกฎหมายในปี 1922 ที่เกี่ยวข้องกับสภาพคล่องของธุรกิจ จากจุดดังกล่าวจึงได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนของธุรกิจที่มีปัญหา
“บริษัทต่างๆ ที่ไม่เกิดรายได้จะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ปล่อยกู้อีกต่อไป ถ้าพวกเขาไม่มีแผนการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม” ชาเอเดะ กล่าว
กระนั้น อาจารย์จากมหาวิทยาลัยในเมืองลุงแซมแห่งนี้ ระบุต่อไปว่า บริษัทเก่าแก่เหล่านี้ซึ่งหมายรวมถึง มิโนยะ คิชิบี ที่ทำไส้ปลาหมึกเค็มด้วยสูตรดั้งเดิม 350 ปี ก็ได้รับประโยชน์จากการพึ่งพาธนาคารนั่นเอง แม้สินค้าของธุรกิจจะไม่เข้ากับโลกสมัยใหม่ก็ตาม โดยเจ้าตัวคาดการณ์ว่า บริษัทเก่าแก่เหล่านี้จะยังอยู่ในโลกธุรกิจไปอีก 15 ปีเป็นอย่างน้อย เพราะแม้จะเปลี่ยนแปลงกฎหมาย ใช่ว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน
ทั้งนี้ แม้ว่ากฎหมายการล้มละลายดูเหมือนว่าจะเป็นทฤษฎีที่สมเหตุสมผลมากที่สุดที่ทำให้ธุรกิจเก่าแก่ปิดตัว ทว่าปัจจัยนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยเดียวที่ทำให้เกิดเหตุดังกล่าว โดยนิตยสารเดอะ แอตแลนติก ระบุว่า บรรทัดฐานทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่เปลี่ยนแปลงไป ก็เป็นปัจจัยที่สร้างปัญหาให้กับธุรกิจเก่าแก่ อย่างเช่นบริษัทที่ขายไส้ปลาหมึกเค็มเช่นกัน
“คนรุ่นใหม่ชาวญี่ปุ่นไม่สนใจในวัฒนธรรมญี่ปุ่นดั้งเดิม เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นพ่อแม่ หรือปู่ย่าตายาย โดยเมื่อคนรุ่นเก่าตายไป คนรุ่นใหม่ก็ไม่มีความต้องการเพียงพอที่จะสามารถดูแลบริษัทเหล่านี้ได้”
วิลเลียม แรพพ์ อาจารย์ด้านธุรกิจจากสถาบันเทคโนโลยีนิวเจอร์ซีย์ ระบุ
ไม่เพียงเท่านั้น ไมค์ สมิทกา อาจารย์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยวอชิงตัน แอนด์ ลี ในสหรัฐ กล่าวว่า คนญี่ปุ่นเองก็มีมุมมองที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับการแต่งงาน การรับบุตรบุญธรรม และการรับมรดกเช่นเดียวกัน
“ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้นในการหาเด็กหนุ่มที่จะเข้ามาดูแลธุรกิจขนาดเล็กสักแห่ง ภายใต้ข้อสันนิษฐานว่า พวกเขาจะแต่งงานกับลูกสาวของประธานบริษัท” สมิทกา ระบุ







