
เดินรถไฟฟ้าสีน้ำเงินฯ
แม้ว่าการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา จะยังไม่ได้ข้อยุติว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. จะคัดเลือกเอกชนมาเดินรถโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายบางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค ด้วยวิธีใดระหว่างการ “เจรจากับเอกชนรายเดิม” หรือ “เปิดประมูลทั่วไป”
แม้ว่าการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา จะยังไม่ได้ข้อยุติว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. จะคัดเลือกเอกชนมาเดินรถโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายบางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค ด้วยวิธีใดระหว่างการ “เจรจากับเอกชนรายเดิม” หรือ “เปิดประมูลทั่วไป”
แต่ดูเหมือนว่า พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม มีความเห็นไปในทิศทางที่สนับสนุนให้ รฟม.เปิดเจรจากับเอกชนคือ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (บีเอ็มซีแอล) ซึ่งเป็นเอกชนที่เดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเดิมให้มาเป็นผู้เดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย
“หากดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ 2535 โดยเปิดประมูลคัดเลือกเอกชนรายใหม่จะทำให้มีปัญหาในเรื่องความต่อเนื่องของโครงการ และมีภาระค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุง รวมทัั้งภาระค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกด้วย ดังนั้นหลักใหญ่ๆ คือ ทั้งภาครัฐและเอกชนมีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด แต่ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด” พล.อ.อ.ประจิน ระบุ
แน่นอนว่าการเดินรถไฟฟ้าแบบ “ต่อเนื่อง” เป็นสิ่งที่ทั้ง ครม. รฟม.และผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าต้องการให้เกิดขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าการเปิดทางให้มีการเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายจะต้องใช้วิธีการเจรจากับเอกชนรายเดิมเท่านั้น
“คณะกรรมการมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ร่วมทุน 2535 มีมติเห็นพ้องกันว่า ไม่ควรใช้วิธีการเจรจากับเอกชนรายเดิมให้มาเดินรถต่อเนื่อง เนื่องจากภาครัฐไม่รู้ต้นทุนการดำเนินการที่แท้จริงทั้งหมด และหากใช้วิธีการเปิดประมูลทั่วไป เอกชนรายเดิมก็ยังเข้าร่วมประมูลได้” แหล่งข่าวจากคณะกรรมการมาตรา 13 เพื่อคัดเลือกเอกชนลงทุนงานระบบรถไฟฟ้าและรับจ้างดำเนินการรถโครงการรถไฟฟ้า
สายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ชุดที่มี รณชิต แย้มสอาด รองผู้ว่า รฟม. เป็นประธานคณะกรรมการฯ มาตรา 13 ระบุ
แต่ไม่ทันที่มติของคณะกรรมการมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ร่วมทุน 2535 ชุดที่มี รณชิต เป็นประธานจะส่งไปถึงบอร์ด รฟม. รณชิต ถูกปลดจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการมาตรา 13 เสียก่อนเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2558 และมีการแต่งตั้ง สัจจพงศ์ สนั่นเสียง รองผู้ว่า รฟม. ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการมาตรา 13 พิจารณาเรื่องนี้แทน
“จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประชุมคณะกรรมการมาตรา 13 ชุดที่มี สัจจพงศ์ เป็นประธาน และล่าสุด ครม.มีมติเมื่อวันที่ 3 มี.ค. ให้ 3 หน่วยงาน คือ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกระทรวงคมนาคม ไปพิจารณาร่วมกันว่า การจัดหาเอกชนมาเดินรถไฟฟ้าสีน้ำเงินส่วนต่อขยายว่าจะดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือดำเนินการตาม พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 ส่งผลให้การพิจารณาของคณะกรรมการมาตรา 13 ต้องชะลอออกไปก่อน” แหล่งข่าวเปิดเผย
จึงเท่ากับว่าผลการประชุม 3 หน่วยงาน ที่จะได้ข้อสรุปภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้าจะมีผลต่อการเปลี่ยนมือผู้ที่ชี้ขาดว่าจะใช้วิธีเจรจาหรือเปิดประมูลโครงการนี้ โดยเฉพาะหากที่ประชุมมีมติให้การคัดเลือกต้องไปไปตาม พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 จะส่งผลให้คณะกรรมการมาตรา 13 สิ้นสภาพโดยอัตโนมัติ และอำนาจพิจารณาไปอยู่ในมือกระทรวงการคลัง สศช.และคณะกรรมการพีพีพี
โดยเฉพาะท่าทีของ สศช.ที่เห็นพ้องกับการเปิดประมูลทั่วไปมากกว่า โดยปรากฏว่าเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2558 สศช.ทำหนังสือถึง ครม. โดยระบุว่าหากได้เอกชนรายใหม่มาเดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายจะไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินรถต่อเนื่อง เนื่องจากสามารถออกแบบติดตั้งประแจหรืออุปกรณ์เพิ่มเติมบริเวณชานชาลาในสถานีร่วม เพื่อให้ผู้โดยสารเปลี่ยนขบวนรถโดยใช้สถานีร่วมกันได้ ทั้งในแบบรางไป-กลับ แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขว่าผู้รับสัมปทานรายเดิมจะต้องให้ความร่วมมือในการเจรจาเดินรถร่วมกัน หากดำเนินการได้ก็สามารถทำให้การเดินรถแบบต่อเนื่องตลอดทั้งเส้นทางได้เช่นกัน
ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าใครจะคว้าสัญญาแสนล้านไปครอง







