
กลยุทธ์เชิงรุกของ ตลท.
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดกลยุทธ์การตลาดและการทำธุรกิจในปี 2558 โดย “สันติ กีระนันทน์”
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดกลยุทธ์การตลาดและการทำธุรกิจในปี 2558 โดย “สันติ กีระนันทน์” รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานการตลาด กล่าวว่า ตลท.ยังคงเน้นขยายฐานผู้ลงทุนทุกส่วน รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เป็นสินค้าในตลาดทุน และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี
เพิ่มผู้ลงทุน
ตลท.ต้องช่วยให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย มีคุณภาพเพื่อให้ได้รับเลือกนำไปคำนวณอ้างอิงในดัชนีต่างๆ เช่นปัจจุบันที่มี บจ.ไทย 10 แห่งที่ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิก Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) หรือการที่ ตลท.เซ็นข้อตกลงกับสหประชาชาติในการ UN SSE Initiative ซึ่งจะช่วยเพิ่มนักลงทุนสถาบันทั้งไทยและต่างประเทศ
ขณะที่ลูกค้ารายบุคคลนั้นส่วนใหญ่จะเป็นการเพิ่มหรือขยายช่องทางในหลายโครงการทั้งบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และสื่อต่างๆ เนื่องจากมองว่าหากเลือกช่องทางได้ถูกในอนาคตจะสามารถเพิ่มฐานผู้ลงทุนรายบุคคลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
ความร่วมมือกับ บล.ปีนี้จะมีความเข้มข้นมากกว่าเดิม โดยมีโครงการใหม่ คือ โครงการส่งเสริมการลงทุนสู่ภูมิภาค (New Frontier Road Show) ที่จะเน้นขยายการจัดงานการลงทุนแบบตัวต่อตัวระหว่าง ตลท.กับ บล.แต่ละแห่งตามหัวเมืองรองมากขึ้น โดยเน้น บล.ที่มีสาขาอยู่ในหัวเมืองรองก่อน เช่น จ.ลพบุรี สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี เบื้องต้นมีทั้งหมด 16 บล.ที่ตอบรับจะร่วมเดินทางไปทั้งหมด 26 จังหวัด จากเดิมที่ ตลท.จะไปโรดโชว์ที่จังหวัดใดก็จะพา บล.ประมาณ8-12 แห่งร่วมด้วย
“ปีนี้ตั้งเป้าหมายมีผู้ลงทุนหน้าใหม่ที่ไม่นับเปิดบัญชีซ้ำจากการโรดโชว์ทั้งกิจกรรม New Frontier การจัด Money Expo และการจัดงาน SET in the City ทั้งหมด 4 หมื่นคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3.7-3.8 หมื่นคน และหวังด้วยว่าผู้ลงทุนหน้าใหม่กลุ่มนี้จะเป็นบัญชีที่มีการซื้อขายสม่ำเสมอ (แอ็กทีฟ) ซึ่งจะเริ่มโครงการครั้งแรกในเดือน มี.ค.นี้ นอกจากนั้นพยายามจะดึงบริษัทเอกชน บริษัทประกันชีวิต และรัฐวิสาหกิจมาร่วมเป็นตัวแทนจำหน่ายหรือช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน”
ทั้งนี้ เป้าหมายเพิ่มจำนวนผู้ลงทุนหน้าใหม่แบบไม่นับซ้ำปี 2558 คาดว่าจะอยู่ที่ 9.5 หมื่นคน จากจำนวนผู้ลงทุนที่มีการเปิดบัญชีใหม่ปีนี้ทั้งหมด 2 แสนคน เทียบกับปีก่อนผู้ลงทุนที่มีหน้าใหม่ไม่นับซ้ำอยู่ที่ 1.2 แสนคน ซึ่ง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลท.พยายามจะนับฐานผู้ลงทุนหน้าใหม่จากที่ไม่เปิดบัญชีซ้ำเป็นหลักเพื่อนำมากำหนดทิศทางและแผนงานอนาคตที่ชัดเจน
ขณะที่ ตลท.มีเป้าหมายรวมว่าภายในปี 2563 ตลท.จะเพิ่มนักลงทุนหน้าใหม่เป็น 1.5 ล้านคน จากปัจจุบันที่มีอยู่ 7.71 แสนคน ที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) น่าจะทะลุ 20 ล้านล้านบาท และมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ 1 แสนล้านบาท
ผลิตภัณฑ์ตลาดทุน
ตลท.จะส่งเสริมและผลักดันทั้งในด้านความรู้เรื่องการเงินแก่ประชาชนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้หลากหลายเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกระจายความเสี่ยงและเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุน รวมถึงจะมีการพัฒนาสภาพคล่องของสินค้าและปรับปรุงการดำเนินงานหรือเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้เกิดเสถียรภาพในแง่ของคุณภาพ
การซื้อขาย
นอกจากนี้ จะมีการจัดให้ บจ.ไทยติดอยู่ในดัชนีความยั่งยืน DJSI ซึ่งในอนาคตหากมีจำนวนบริษัทมากพอที่จะเข้าเกณฑ์ DJSI ก็จะมีการจัดตั้งดัชนีแยกออกมา โดยน่าจะเห็นการรวบรวมบริษัทดังกล่าวได้ภายในไตรมาส 3 นี้ รวมถึงการสร้างสินค้าและบริการที่เป็น GMS Linked เช่น ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ที่อยู่ระหว่างศึกษารายละเอียด
ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี
ตลท.จะมีการเอื้ออำนวยความสะดวกผู้ลงทุนให้เข้าถึงข้อมูล ระบบการซื้อขายได้สะดวกผ่านช่องทางออนไลน์หรืออินเทอร์เน็ตมากขึ้น ซึ่ง ตลท.ตั้งเป้าการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านอินเทอร์เน็ตเป็น 50% ของมูลค่าการซื้อขายรวมปี 2559 จากปัจจุบันอยู่ที่ 43%
ขณะเดียวกัน พบว่าปัจจุบันมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตถึง 40 ล้านคน จากจำนวนประชากร 67 ล้านคน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญ ตลท.จะพัฒนาเทคโนโลยีและแอพพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและทำให้การซื้อขายไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
ตั้งแต่ปรับปรุงระบบการซื้อขายผ่าน Streaming ให้ทันสมัย และง่ายต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น รวมถึงจะร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์นำ Streaming ไปพัฒนาต่อเพื่อเพิ่มฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์นักลงทุนได้มากขึ้น ตามฐานลูกค้าของแต่ละแห่ง โดยเบื้องต้นมี บล.ทิสโก้ ได้นำโปรแกรม Streaming ไปพัฒนาให้เหมาะสมกับลักษณะการลงทุนของลูกค้าแล้ว
นอกจากนี้ จะปรับปรุงเว็บไซต์ www.set.or.th ให้ง่ายต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น รวมถึงจะมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลของ ตลท. ผ่านเฟซบุ๊กและยูทูบให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ 30 เม.ย. ซึ่งเป็นวันก่อตั้ง ตลท. ก็จะมีการเปิดตัว SET App ซึ่งจะทำให้ผู้ลงทุนเข้าถึงข้อมูลของ ตลท. ผ่านระบบไอโอเอสและระบบแอนดรอยด์เพื่อใช้งานกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตได้สะดวกมากขึ้น







