
หุ้นดิ่ง19จุดมี.ค.เล่นยาก
หุ้นไทยร่วงแรง 19 จุดสวนทางเมืองนอก มี.ค.เล่นยาก ทรีนีตี้แนะบริษัทกลาง-เล็ก
หุ้นไทยร่วงแรง 19 จุดสวนทางเมืองนอก มี.ค.เล่นยาก ทรีนีตี้แนะบริษัทกลาง-เล็ก
ตลาดหุ้นไทยยังคงปรับตัวลงไม่หยุด แม้ดัชนีดาวโจนส์จะพุ่งแรง 155 จุด และดัชนี S&P 500 ปิด เหนือระดับ 5,000 จุดเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี ธนาคารกลางจีนประกาศลดดอกเบี้ยลงครั้งที่สองและธนาคารกลางยุโรปเริ่มใช้เงินคิวอีในเดือน มี.ค. แต่ดัชนีหุ้นไทยกลับปิดที่จุดต่ำสุดของวันระดับ 1,562.84 จุด ร่วง 19.30 จุด คิดเป็น 1.22% ด้วยมูลค่าการซื้อขายถึง 60,890.97 ล้านบาท
ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลงส่วนหนึ่งเกิดจากหุ้นบริษัท ปตท. (PTT) ขึ้นเครื่่องหมาย XD ผู้ซื้อหุ้นไม่มีสิทธิรับเงินปันผลหุ้นละ 5 บาท แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลงมากถึง 10 บาท ปิดที่ 340 บาท
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาซื้อสุทธิ 1,856 ล้านบาท หลังจากมียอดขายสุทธิ 9,345 ล้านบาท นับตั้งแต่ต้นปี 2558
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ คาดการณ์ดัชนีหุ้นในเดือน มี.ค. จะแกว่งตัวในช่วงแคบๆ โดยมีแนวต้านที่ 1,620 จุด และกรอบแนวรับที่ 1,540-1,560 จุด ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากการเริ่มใช้มาตรการคิวอีของธนาคารกลางยุโรปอย่างเป็นทางการ ทำให้คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ของไทยในปริมาณสูง และน่าจะมีบางส่วนที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ปรับตัวลงมาจนอยู่ในระดับที่น่าสนใจ
นอกจากนั้นยังคาดการณ์การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 11 มี.ค. หากมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยมองเป็นเซอร์ไพรส์ต่อดัชนีหุ้น ขณะเดียวกันความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของนักลงทุนรายย่อยยังคงอยู่ในระดับสูง หลังดอกเบี้ยเงินฝากภายในประเทศอยู่ในระดับต่ำ
อย่างไรก็ดี มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ในวันที่ 17-18 มี.ค. คาดว่ามีโอกาสจะถอดคำว่า “อดทน” ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความผันผวนในตลาดทุนทั่วโลก ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์ยังคงมีการปรับลดประมาณการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ต่อเนื่อง ซึ่งทำให้มูลค่าของตลาดหุ้นปรับตัวแพงขึ้นโดยปริยาย
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นแกว่งตัว แนะนำให้มองหาหุ้นที่ไม่อิงกับภาวะตลาด ซึ่งหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กจะมีโอกาสปรับตัวที่ดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่ เพราะระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของนักลงทุนรายย่อยยังอยู่ในระดับสูง บวกกับมูลค่าของหุ้นกลุ่มนี้ยังมีความน่าสนใจกว่าหุ้นขนาดใหญ่
สำหรับหุ้นแนะนำในบทวิเคราะห์ The Big Picture จำนวน 20 บริษัท ได้แก่ GLOBAL, IFEC, VGI, TCAP, BJCHI, JMT, TMB, WHA, THAI, TRUE, ROBINS, SUPER, SGP, KKP, STA, CPF, CCP, MONO, FOCUS และ TPCH
“ผลตอบแทนของหุ้นที่แนะนำในเดือน ก.พ. ยังคงสูงกว่าตลาดอยู่ที่อัตรา 3% โดยมีการเปลี่ยนหุ้นระหว่างเดือน 7 คู่บริษัท ขณะที่ผลตอบแทนรวมอยู่ที่ 0.7% ส่วนอัตราผลตอบทั้งหมดในระยะเวลา 56 เดือนของการจัดตั้งอยู่ที่ 791% เทียบกับ 135%” นายณัฐชาต กล่าว
ด้าน ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ได้รวบรวมข้อมูลในอดีตย้อนหลัง 6 ปี กรองหาหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในเดือน มี.ค. สูงกว่า 7% ด้วยความน่าจะเป็นที่ผลตอบแทนเป็นบวกสูงกว่า 80% ซึ่งส่วนใหญ่มักจะกระจุกอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน อาทิ กลุ่มไอซีที (AIT, DTAC, ADVANC, SIM, JAS, SAMART) ค้าปลีก-ส่ง (ROBINS, HMPRO, MAKRO) อสังหาริมทรัพย์ (SPALI, LH, QH)
“เราแนะนำเลือกหุ้นที่จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกสูงและพี/อีต่ำ ได้แก่ AIT มูลค่าเหมาะสมที่ 53, ROBINS มูลค่า 64 บาท และ SPALI มูลค่า 31.96 บาท นอกจากนั้นยังมีหุ้นที่มีพี/อีต่ำกว่า 12 เท่า และจ่ายปันผลสูงกว่า 4% และราคามีโอกาสเพิ่มขึ้นเกิน 20% มีหลายตัว เช่น INTUCH, MBKET, BJCHI และ STPI” บล.เอเซีย พลัส ระบุ
ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียน รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 4 ปี 2557 ราว 88% ของทั้งหมด กำไรสุทธิราว 7.29 หมื่นล้านบาท หดตัว 56% เทียบกับงวดไตรมาส 4 ปีก่อน และหดตัว 63% จากไตรมาส 3 คาดว่าเมื่อประกาศตัวเลขครบทั้งหมดกำไรสุทธิ บจ.น่าจะอยู่ที่ราว 8.5 หมื่นล้านบาท ลดลงถึง 47% จากไตรมาส 4 ปี 2556 ส่วนผลประกอบการงวดปี 2557 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิประมาณ 7 แสนล้านบาท ลดลง 16.3% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าความคาดหมาย
แนวโน้มในปี 2558 คาดว่า บจ.จะทำกำไรสุทธิ 9.6 แสนล้านบาท กำไรสุทธิต่อหุ้น 103.63 บาท เติบโต 33.6% โดยกลุ่มที่จะมีกำไรต่อหุ้นเติบโต สูงสุด ได้แก่ กลุ่มขนส่ง 170% ตามมาด้วยพลังงาน 122% ปิโตรเคมี 97% สื่อ-บันเทิง 41% ประกันฯ 31% ชิ้นส่วนฯ 26% ไอซีที 27% ยานยนต์ 24% ค้าปลีก 23% และอาหาร 21% เป็นต้น







