posttoday
'ชัชชาติ' จากสนามการเมือง สู่สมรภูมิอสังหาฯ

'ชัชชาติ' จากสนามการเมือง สู่สมรภูมิอสังหาฯ

04 มีนาคม 2558

หลังจากก้าวเข้ามานั่งเก้าอี้แม่ทัพ "คิวเฮ้าส์" ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2558 ที่ผ่านมา "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์"

โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์​

หลังจากก้าวเข้ามานั่งเก้าอี้แม่ทัพ "คิวเฮ้าส์" ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2558 ที่ผ่านมา "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ หรือคิวเฮ้าส์ ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก ว่า การขยับจากนั่งเก้าอี้ รมว.คมนาคม ที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี มาสู่เก้าอี้ซีอีโอในองค์กรเอกชนจะเป็นอย่างไร และมีแผนที่จะนำพาคิวเฮ้าส์ให้เดินหน้าไปในทิศทางใดนับจากนี้

หากย้อนกลับไปในช่วงที่ซีอีโอคนใหม่ของค่ายคิวเฮ้าส์นั่งเก้าอี้เป็น รมว.คมนาคม ต้องยอมรับว่าเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่มีผลงาน และมีข่าวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการลงพื้นที่ตรวจงานด้วยตัวเองอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นรัฐมนตรีที่มีกระแสกล่าวถึงในเชิงบวกในกลุ่มคนรุ่นใหม่ในโลกออนไลน์ และหลายคนอาจจะสงสัยว่า เมื่อลาจากสนามการเมือง ทำไมถึงมานั่งเป็นซีอีโอคิวเฮ้าส์

เรื่องนี้ต้องย้อนไปก่อนหน้าที่ชัชชาติจะก้าวเข้าสู่วงการการเมือง เขาเคยนั่งเป็นกรรมการในบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ นานถึง 4 ปี ก่อนที่จะลาออกเพื่อลงสนามการเมือง และหากย้อนกลับไปอีก จะพบว่าเขาเป็นศิษย์เก่าวิศวะ จุฬาฯ เช่นเดียวกับ อนันต์ อัศวโภคิน ลูกพี่ใหญ่ของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์  สะท้อนให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ที่มีกับกลุ่มแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของคิวเฮ้าส์มายาวนาน

จึงไม่แปลกที่เมื่ออดีต รมว.คมนาคม ต้องโบกมือลาวงการการเมือง จะได้รับการชักชวนให้เข้ามารับไม้ต่อจาก "รัตน์ พานิชพันธ์" อดีตซีอีโอคิวเฮ้าส์

ชัชชาติ กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในการเข้ามารับตำแหน่งซีอีโอคิวเฮ้าส์ ว่า ที่ผ่านมาแบรนด์คิวเฮ้าส์มีแนวทางในการทำธุรกิจที่ลงตัวอยู่แล้ว และสิ่งที่มีอยู่ถือว่าดีแล้ว ไม่ต้องปรับอะไรมาก แต่สิ่งที่ต้องเสริมขึ้นมา คือ การขยายฐานกลุ่มลูกค้าไปยังกลุ่มเจนวายมากขึ้น เพราะคนกลุ่มนี้จะมีบทบาทต่อตลาดที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยจะปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ทันสมัย พร้อมกับใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการเข้าถึงคนกลุ่มนี้ นอกจากจะเป็นเทรนด์แล้วยังเป็นสื่อต้นทุนต่ำ สอดคล้องกับแนวทางของบอร์ดที่ต้องการให้บริหารเรื่องต้นทุนในการบริหารงาน การลดค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์

นอกจากนี้ ยังเตรียมแผนที่จะปั้นแบรนด์ให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างมากขึ้น เพราะจากการสำรวจเกี่ยวกับแบรนด์ที่อยู่อาศัยที่อยู่ในใจคนอยากมีบ้าน พบว่ามีเพียง 9% ของกลุ่มตัวอย่างเท่านั้นที่เอ่ยถึงแบรนด์คิวเฮ้าส์เป็นอันดับหนึ่ง หรือเฟิร์สแบรนด์ (First Brand) หากเทียบกับแบรนด์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีสัดส่วนมากถึง 50% ที่เอ่ยถึงแบรนด์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เป็นอันดับแรก จึงตั้งเป้าที่จะสร้างแบรนด์ให้คิวเฮ้าส์เป็นแบรนด์ที่อยู่อาศัยที่คนอยากมีบ้านนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ ของตลาด

"เราไม่ได้อยากเป็นเบอร์หนึ่งของตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่ต้องการเป็นแบรนด์อันดับต้นๆ ที่คนอยากมีบ้านนึกถึง" ชัชชาติ กล่าว

ด้านแผนการลงทุนโครงการใหม่ๆ ก็จะกระจายการลงทุนให้มีความสมดุลทั้งตลาดในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ประเภทที่อยู่อาศัยทั้งบ้านแนวราบ และคอนโด รวมถึง เซ็กเมนต์ที่อยู่อาศัย ก็จะเร่งขยายฐานตลาดระดับกลางมากขึ้น แม้ว่าปัจจุบันตลาดนี้เป็นตลาดที่อาจจะมีปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนสูง แต่ก็เป็นฐานตลาดที่ใหญ่มาก​ โดยปัจจุบันกลุ่มลูกค้าระดับบน (ระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป) มีสัดส่วน 35% ระดับกลาง (3-10 ล้านบาท) สัดส่วน 40% และตลาดระดับล่าง (ต่ำกว่า 3 ล้านบาท) สัดส่วน 25%

แผนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2558 มีด้วยกัน 30 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งหมด 33,014 ล้านบาท แบ่งเป็น บ้านแนวราบ 20 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 15,479 ล้านบาท และคอนโด 10 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 17,535 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่จะเป็นโครงการบ้านระดับกลาง 3-10 ล้านบาท แต่จะมีโครงการคอนโด ระดับไฮเอนด์ 1 โครงการ ภายใต้แบรนด์ "คิว สุขุมวิท" ใกล้บีทีเอสนานา จำนวน 273 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.6 แสนบาท/ตร.ม. มูลค่าโครงการ 9,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการแรกที่เปิดขายในไตรมาสแรกของปีนี้ พร้อมกับตั้งเป้ายอดขายปีนี้เติบโต 25% หรือประมาณ 2.41 หมื่นล้านบาท และรายได้เติบโต 20% หรือประมาณ 2.41 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ที่อยู่อาศัยตลาดต่างจังหวัด ปีนี้เชื่อว่าจะยังไปได้ โดยเฉพาะตลาดบ้านแนวราบในต่างจังหวัดยังได้รับการตอบรับที่ดี คาดว่าเพราะเป็นตลาดที่มีความต้องการจริง ส่วนคอนโดอาจจะต้องใช้เวลาในการดูดซับอีกสักระยะ โดยโครงการใหม่ในปีนี้จะมีโครงการในกรุงเทพฯ 80% ต่างจังหวัด 20% ส่วนการรับรู้รายได้ปีนี้ก็คาดว่าสัดส่วนรายได้กรุงเทพฯ และต่างจังหวัดจะใกล้เคียงกับสัดส่วนการเปิดตัวโครงการใหม่

ด้านภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้บริษัทประเมินว่า ยังน่าเป็นห่วงหลายปัจจัย โดยเฉพาะเรื่องภาวะหนี้ครัวเรือน รวมถึงเรื่อง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต้องชัดเจน หากไม่ชัดเจนจะทำให้ตลาดชะลอการตัดสินใจ เพราะคนกังวลว่าจะมีภาระค่าใช้จ่ายในการมีที่อยู่อาศัยเพิ่ม แต่การที่ราคาน้ำมันลดลง ก็ถือเป็นปัจจัยบวก ส่วนโครงการรถไฟทางคู่จะมีผลบวกกับโลจิสติกส์มากกว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ แตกต่างจากรถไฟความเร็วสูงที่จะมีผลบวกกับตลาดอสังหาริมทรัพย์มากกว่า เพราะความเร็วของรถไฟจะทำให้เดินทางไปจังหวัดไกลได้เร็วขึ้น ก็จะหนุนที่อยู่อาศัยในจังหวัดเหล่านี้ แต่ให้จับตาสายการบินต้นทุนต่ำจะมีส่วนขับเคลื่อนภาคอสังหาริมทรัพย์ในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามเชื่อว่าตลาดที่อยู่อาศัยปีนี้ก็ยังเติบโต 10%

ชัชชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายยอดขายที่วางไว้เติบโต 20-25% ถือว่าท้าทายมากท่ามกลางปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวถึง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท