
ตลาดรับรู้ข่าวร้ายมากแล้วยังไม่มีข่าวดีในระยะใกล้
โดย...จิตรา อมรธรรม
โดย...จิตรา อมรธรรม
ตลาดหุ้นเดือนที่ผ่านมาแย่กว่าคาด โดยมีปัจจัยในประเทศกดดันเป็นหลักทั้งจากผลประกอบการ 4Q14 ที่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาด ตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ม.ค.ที่ไม่สดใส ประกอบกับการขายหุ้นอย่างหนักของต่างชาติ อย่างไรก็ดีค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างรวดเร็วสะท้อนว่าต่างชาติยังไม่ได้ทิ้งตลาดบ้านเราเสียทีเดียว แต่ย้ายเข้าไปในตลาดพันธบัตรด้วยเม็ดเงินที่ใกล้เคียงกับการขายหุ้น
สำหรับผลประกอบการทั้งปี 2557 (เฉพาะที่อยู่ในการศึกษาของ FSS) ลดลง 16% แต่ด้วยฐานที่ต่ำทำให้ EPS Growth ในปีนี้สูงถึง 32% จึงดูไม่แย่จนเกินไปนักเราเชื่อว่าบรรยากาศตลาดหุ้นในเดือน มี.ค.จะดีขึ้นจากเดือนก่อน อย่างน้อยก็เป็นช่วงทยอยจ่ายเงินปันผล
ขณะที่ปัจจัยบวกต่อตลาดยังพอมีให้เห็นคือการเริ่มQE ของ ECB นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำยังคงส่งผลบวกต่อธุรกิจและการบริโภค เรายังเห็นโอกาสในการลงทุนในตลาดหุ้นโดยเฉพาะหุ้นขนาดกลางและเล็ก
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าตลาดจะยังแกว่งตัวออกด้านข้างในกรอบ 1,570-1,600 จุดต่อไปก่อนอีกระยะหนึ่งจนกว่าจะมีข่าวดีใหม่ๆ มากระตุ้นตลาด
สถิติตลาดหุ้นเดือน มี.ค.ยังอยู่ในทิศทางเป็นบวก
ดัชนีตลาดในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาปรับตัวบวกเพียง 0.4% จากเดือนก่อนหน้า แย่กว่าสถิติในอดีตที่บวกเฉลี่ย 3.5% สำหรับเดือน มี.ค. สถิติในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนีตลาดบวกน้อยลงกว่าเดือนก่อน โดยบวกเฉลี่ยเพียง 1% แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาดัชนีในเดือนนี้บวกทุกปี สำหรับปีนี้เราเชื่อว่าจิตวิทยาเชิงบวกหลัง ECB เริ่มทำ QE ในเดือนนี้น่าจะช่วยหนุนตลาดให้อยู่ในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดือนก่อน
จับตาการทำ QE ของ ECB เริ่มเดือนนี้
เราไม่ได้คาดหวังมากนักกับ QE ของ ECB ในรูปของเม็ดเงินที่จะเคลื่อนย้ายเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ และเชื่อว่าผลกระทบจะไม่มากเท่ากับ QE ของ Fed เพราะเงื่อนไข QE ของ ECB ค่อนข้างซับซ้อน และปลายปิดคือกำหนดวันสิ้นสุดโครงการชัดเจน (มี.ค. 2558-ก.ย. 2559) วงเงินซื้อพันธบัตรอยู่ที่ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน (ประมาณ 6.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ/เดือน) ซึ่งน้อยกว่า QE ของ Fed ที่ทำเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ/เดือน
อย่างไรก็ตาม ด้วยระยะเวลาที่ ECB กำหนด คาดว่าเม็ดเงินใหม่ทั้งหมดที่จะใช้ในรอบนี้คือ 1.14 ล้านล้านยูโร โดยมีเงื่อนไขคือจะลงทุนได้เฉพาะตราสารที่อยู่ในระดับ Investment Grade ยกเว้นประเทศที่อยู่ภายใต้มาตรการช่วยเหลือ ด้วยเงื่อนไขที่ซับซ้อนจึงทำให้เราไม่ได้คาดหวังในรูปเม็ดเงิน แต่ยังหวังได้ในแง่จิตวิทยา
เศรษฐกิจต้นปีไม่สวยแต่ยังไม่ถอดใจ
เศรษฐกิจไทยในเดือน ม.ค.ฟื้นตัวอย่างช้าๆ โดยมีภาคการท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก จำนวนนักท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่กลบผลกระทบนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่หายไปอย่างมากได้หมด ส่วนการลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชนทรงตัวจากเดือนก่อน เพราะยังไม่มีแรงกระตุ้นการลงทุนจากภาครัฐ
ขณะที่ภาคครัวเรือนยังระมัดระวังการใช้จ่ายเพราะหนี้ยังอยู่ในระดับสูง ราคาน้ำมันที่ลดลงยังไม่ส่งผลตรงมาถึงผู้บริโภคมากนัก ส่วนการส่งออกซึ่งคิดเป็น 72% ของ GDP ยังมีทิศทางที่ไม่สดใส มูลค่าลดลงจากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน เช่น ปิโตรเลียม และเคมีภัณฑ์ นอกจากนี้สินค้าเกษตรหลายชนิดก็ปรับลดลงตามราคาพืชผลที่ลดต่ำลง
แนวโน้ม GDP ในไตรมาสแรกจึงอาจไม่สดใสนัก แต่โดยภาพรวมทั้งปีเรายังหวังว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะโตได้เกิน 4% ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ขณะที่การบริโภคอาจฟื้นตัวได้ช้ากว่า โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาตลาดลูกค้าระดับกลางถึงล่าง หรือรากหญ้า อาจยังไม่สดใสนักในช่วงครึ่งปีแรก
กำไรบริษัทจดทะเบียนปีก่อนลด 16% คาดปีนี้ฟื้น 32%
กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ใน FSS Coverage ใน 4Q14 ต่ำกว่าคาด โดยลดลง 76% Q-Q และ 74% Y-Y ต่ำกว่าคาดกว่า 30% ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และโรงไฟฟ้าที่กำไรน่าผิดหวังและต่ำกว่าคาดมากที่สุด ฉุดกำไรสุทธิทั้งปีลด 16% หลังนักวิเคราะห์ของเราปรับประมาณการปี 2558 แล้วคาดกำไรสุทธิโต 32% เป็น 102 บาท/หุ้น (ต่ำกว่าเดิมที่ 105 บาท/หุ้น)
กลุ่มที่ฟื้นแรงสุดคือกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งเราตั้งสมมติฐานว่าไม่มีขาดทุนจากสต๊อก ทำให้ Forward PE ของตลาดอยู่ที่ 15 เท่า ไม่ถูกนัก แต่เชื่อว่ายังมีหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่ยังเติบโตดีอยู่ เช่น AAV, BEAUTY, EPCO, M, MTLS, PT เป็นต้น







