
ปลดล็อกขนส่งข้ามแดน เสริมคล่องธุรกิจอาเซียน
การขนส่งสินค้าข้ามแดนในอาเซียนมีความสำคัญยิ่งขึ้นเมื่อเปิดเสรีการค้าและการลงทุน เพราะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าวัตถุดิบ และสินค้าสำเร็จรูประหว่างกันมากขึ้น ซึ่งยักษ์ใหญ่ด้านการขนส่งอย่าง ดีเอชแอล มองว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจโลจิสติกส์มาก
การขนส่งสินค้าข้ามแดนในอาเซียนมีความสำคัญยิ่งขึ้นเมื่อเปิดเสรีการค้าและการลงทุน เพราะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าวัตถุดิบ และสินค้าสำเร็จรูประหว่างกันมากขึ้น ซึ่งยักษ์ใหญ่ด้านการขนส่งอย่าง ดีเอชแอล มองว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจโลจิสติกส์มาก
เควิน เบอร์เรล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม กล่าวว่า การขนส่งสินค้าข้ามแดนเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทพยายามพัฒนาและสร้างเครือข่ายต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้า โดยสร้างสถานประกอบการ คลังสินค้า เพื่อวางรากฐานธุรกิจโลจิสติกส์ภายในประเทศให้รองรับการเติบโต ขณะเดียวกันยังได้สร้างเครือข่ายการขนส่งให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยตั้งศูนย์กลางการขนส่งสินค้าไว้ 3 แห่ง ได้แก่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย และสุราษฎร์ธานี เพื่อเชื่อมการขนส่งระหว่างภาคเหนือสู่ภาคใต้และเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน
การเปิดเออีซีจะอำนวยความสะดวกให้กับธุรกิจการขนส่งข้ามแดนมากกว่าในปัจจุบัน เพราะขณะนี้มีอุปสรรคอยู่มาก เนื่องจากกฎระเบียบของแต่ละประเทศยังแตกต่างกัน จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกัน เช่น การขนส่งข้ามแดนยังต้องเปลี่ยนรถบริเวณชายแดน
หรือกรณีต้องการขนส่งสินค้าจากไทยไปพม่า บางครั้งขนส่งทางรถไปมาเลเซียก่อนจะถ่ายสินค้าลงเรือต่อไปยังพม่า ทำให้ใช้เวลาขนส่งนานมาก ทั้งๆ ที่ไทยมีพรมแดนติดกับพม่า แต่การขนส่งผ่านชายแดนไม่สะดวก ขณะที่งานด้านพิธีการศุลกากรยังใช้เวลามาก เป็นอุปสรรคต่อการขนส่งเช่นเดียวกัน ดังนั้นทุกประเทศในภูมิภาคควรปรับการขนส่งให้มีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อความคล่องตัวในการขนส่งสินค้า
“คิดว่าการเปิดเออีซีจะทำให้ขั้นตอนต่างๆ ง่ายขึ้น ผมเข้าใจว่าแต่ละประเทศตั้งกฎระเบียบโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศ แต่บางครั้งอาจเป็นอุปสรรคทางการค้าระหว่างกันเอง”
เบอร์เรล มั่นใจว่า การเปิดเออีซีจะเป็นประโยชน์อย่างมาก และเป็นโอกาสสำคัญของไทย เพราะไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า อีกทั้งการเติบโตของตลาดใหม่ที่ต้องการสินค้าจากไทยอย่างมากจะเป็นโอกาสของสินค้าไทยที่จะขยายตลาดในต่างประเทศ
แม้ในอนาคตจะมีภาคการผลิตย้ายฐานไปประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น แต่ไทยจะยังดึงดูดการลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทค อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง อุตสาหกรรมยา และอุตสาหกรรมที่มีการเพิ่มมูลค่า เพราะไทยมีความได้เปรียบด้านการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค การกระจายสินค้าทำได้ง่าย และเชื่อมโยงกับประเทศอื่น
สำหรับการแข่งขันในธุรกิจโลจิสติกส์ ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้ประกอบการโดยเฉพาะต่างชาติต้องการเป็นเจ้าของสินทรัพย์น้อยลง เช่น ไม่ลงทุนเรื่องรถ ไม่มีคลังสินค้า หลายบริษัทจะร่วมมือกับบริษัทท้องถิ่นและร่วมกันให้บริการขนส่ง
ขณะที่บริษัท ดีเอชแอล มีกลยุทธ์ที่แตกต่างไป โดยพยายามลงทุนให้มากที่สุดในเรื่องสถานประกอบการ คลังสินค้า และรถ ปัจจุบันมีรถ 1,200 คัน ในไทย พร้อมเชื่อว่าการเป็นเจ้าของสินทรัพย์เอง ทำให้บริษัทควบคุมบริการได้ พัฒนาศักยภาพการบริการได้ตามกลยุทธ์
เบอร์เรล คาดว่า ธุรกิจในไทยปีนี้จะโตมากกว่า 10% เพราะธุรกิจค้าปลีก และสินค้าอุปโภคบริโภคยังเติบโต โดย 70% ของธุรกิจการขนส่งจะมีธุรกิจค้าปลีก กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นตัวขับเคลื่อน เนื่องจากต้องใช้เครือข่ายการขนส่งที่เข้มแข็ง ส่วนฟิลิปปินส์จะโตน้อยกว่า 10% และเวียดนามจะโตมากกว่า 30% เนื่องจากเพิ่งเข้าไปทำธุรกิจ การเติบโตสูงมาก







