
เอกชนห่วงตัวเลขส่งออกไตรมาสแรกปีนี้ติดลบ2%
ผู้ส่งออกสินค้าทางเรือคาดส่งออกไตรมาสแรกปีนี้ติดลบ 2% ส่งซิกธปท.ช่วยดูปัญหาค่าเงินในตลาดส่งออกยุโรป
ผู้ส่งออกสินค้าทางเรือคาดส่งออกไตรมาสแรกปีนี้ติดลบ 2% ส่งซิกธปท.ช่วยดูปัญหาค่าเงินในตลาดส่งออกยุโรป
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวภายหลังแถลงสถานการณ์การส่งออกประจำเดือนม.ค.2558 ว่า มูลค่าการส่งออกในเดือนม.ค.อยู่ที่ 1.72 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.46% ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 1.78 หมื่นล้านบาท และเมื่อคิดเป็นเงินบาทอยู่ที่ 5.63 แสนล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 2.34% ซึ่งจากตัวเลขที่ออกมานี้ ทำให้คาดว่า ไตรมาสแรกปีนี้การส่องออกไทยน่าจะติดลบ 2%
“ตัวเลขที่ออกมาค่อนข้างผิดคาด เพราะเดิมคิดว่าน่าจะดีขึ้น เพราะฐานปีที่แล้วต่ำมาก และหากดูในด้านมูลค่าเงินบาทก็ยังไม่ติดลบเหมือนปีนี้ สะท้อนถึงความน่าเป็นห่วงว่าจะมีปัจจัยบวกอะไรบ้างที่มาช่วยทำให้การส่งออกของไทยพลิกฟื้นกลับมาดีขึ้นได้”นายวัลลภ กล่าว
นอกจากนี้ เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนของไทยที่แข็งค่ากว่าประเทศเพื่อนบ้านยังมีส่วนทำให้ขีดความสามารถการแข่งขันของสินค้าไทยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะที่เห็นชัดเวลานี้คือ ตลาดยุโรป (อียู) ซึ่งเป็นตลาดหลักของไทย มีสัดส่วนการส่งออกอยู่ที่ 9% ของตลาดส่งออกทั้งหมด จำนวนนี้ ผู้ส่งออกไทยค้าขายกับอียู โดยคิดเป็นเงินสกุลยูโร 50% และเงินเหรียญสหรัฐ 50% ล่าสุดค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินยูโร 4.40 บาทต่อยูโร หรือแข็งค่าขึ้นประมาณ 20% ซึ่งแน่นอนว่าในส่วนที่มีการค้าขายกันเป็นเงินยูโรนั้น ตอนนี้ผู้ส่งออกทุกคนขายของขาดทุนหมด
“รับประกันได้เลยว่าตอนนี้ผู้ส่งออกที่ขายของให้ยุโรปด้วยสกุลเงินยูโรขาดทุนหมดเฉลี่ยเดือนละ 6,000 ล้านบาท รวมออเดอร์ไตรมาสแรกก็ขาดทุนรวม 1,800 ล้านบาท ส่วนออเดอร์ที่จะรับเข้ามาใหม่ลูกค้าจะขอกำหนดราคาเท่าเดิม ส่วนที่ซื้อขายกันเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐนั้น ลูกค้าก็ขอต่อรองราคาสินค้าลดลง 10-15% จึงอยากส่งสัญญาณนี้ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วยดูและบริหารจัดการปัญหาค่าเงินในการส่งออกด้วย เพราะห่วงว่า หากปล่อยไว้อาจทำให้ไทยเสียตลาดยุโรปไป และจะเรียกกลับมาทีหลังก็คงลำบาก”นายวัลลภ กล่าว
สำหรับแนวทางแก้ปัญหาในส่วนของภาคเอกชนนั้น คงหนีไม่พ้นเรื่องของการหาตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดอาเซียนและเรื่องของการค้าชายแดน ขณะที่ภาครัฐนั้นทางเอกชนต้องการให้ผลักดันเรื่องการส่งออกให้เป็นวาระเเห่งชาติ และให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนให้เหมาะสมเพื่อให้ผู้ส่งออกสามารถแข่งขันได้ เนื่องจากประเทศคู่แข่งไทยค่าเงินอ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับเงินสกุลเหรียญสหรัฐต่างจากไทยที่อ่อนค่าเพียงเล็กน้อย
ด้านนายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า หวังว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2/2558 เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวดีขึ้น ทั้งนี้คงต้องติดตามผลตัวเลขในไตรมาส2-3 ก่อนว่าเศรษฐกิจจะทรุดลากยาวแค่ไหน เบื้องต้นยังคงเป้าตัวเลขส่งออกปีนี้ไว้ที่ 1.2-1.5% ตามเดิมก่อน โดยจะมีการประเมินปรับใหม่เป็นรายไตรมาสไป
ขณะเดียวกัน การส่งออกเป็นวาระแห่งชาตินั้น ต้องเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลไม่ให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง และต้องเป็นความร่วมมือกันของทุกหน่วยงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการส่งออกของไทยทั้งในด้ายการหาตลาดใหม่ที่เน้นการค้าและการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) รวมถึงสร้างขีดความสามารถแข่งขันของไทยที่เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรม วิทยาศาสตร์เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และการสร้างฐานข้อมูลเดิม ข้อมูลใหม่ นำมาใช้วิเคราะห์ทางการค้าเพื่อให้เกิดประโยชน์
สำหรับเรื่องความคืบหน้าการแก้ปัญหาเรื่องของ เทอร์มินอล แฮนด์ลิ้ง ชาร์จ (ภาระหน้าท่า) นั้น สรท.ต้องการให้ผู้ประกอบการสายเดินเรือชะลอการปรับเพิ่ม โดยให้เรียกเก็บในอัตราเดิมจนกว่าผลการศึกษาจะเสร็จภายใน 4 เดือน (มิ.ย.2558) รวมถึงไม่ต้องการให้ปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายอื่นๆ ด้วย ควบคู่ไปกับการศึกษาต้นทุนโครงสร้างและอัตราค่าบริการภาระหน้าท่าทั้งระบบที่เป็นธรรม เพื่อแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนของต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับบริการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศที่เรียกเก็บโดยสายเรือและผู้ให้บริการอื่น และจะได้รับทราบต้นทุนที่แท้จริงของสายเดินเรือและสามารถกำหนดแนวทางพิจารณาค่าบริการที่เหมาะสมร่วมกันในอนาคต







